Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!
ฟาริสี

เป็นกลุ่มผู้นำทางศาสนาของชาวยิว ที่มีบทบาทสำคัญในปาเลสไตน์ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะประพฤติตามกฎบัญญัติทุกข้อ ที่ปรากฏในธรรมบัญญัติของโมเสส ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ผู้นำทางศาสนาของยิวจะแบ่งออกเป็น 2 พรรคใหญ่ๆ พรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากกว่าคือ พรรคฟาริสี อีกพรรคหนึ่งคือพรรคสะดูสี (ดู ``สะดูสี'') สองพรรคนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ประเทศกรีกปกครองปาเลสไตน์ ในราวปี 200 ก่อน ค.ศ. พวกฟาริสีเคร่งครัดในเรื่องการถือขนบธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะข้อห้ามต่างๆ พวกเขาถือว่าพระเจ้าไม่พอพระทัยใครเลยนอกจากพวกเขา พวกเขาจึงไม่ยอมคบกับคนต่างชาติหรือชาวยิวที่ไม่เคร่งศาสนา พวกฟาริสีพยายามตีความบทบัญญัติและกฏเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติ ครอบคลุมถึงการดำเนินชีวิตทุกด้าน จึงเกิดกฎบัญญัติเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยข้อที่ไม่มีในพระคัมภีร์ กลายเป็นบัญญัติข้อหยุมๆ หยิมๆ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น การถือพิธีล้างชำระ การถือศีลอดอาหาร การถวายทศางค์ การกล่าวสาบานตัว เป็นต้น พวกฟาริสีบางคนสนใจแต่เรื่องการปฏิบัติตามกฎบัญญัติ แต่ไม่สนใจเรื่องสภาพฝ่ายจิตวิญญาณ พระเยซูจึงมักจะกล่าวตำหนิคนเหล่านี้อยู่เสมอ (มธ.23) ซึ่งเป็นเหตุให้ฟาริสีพวกนี้ร่วมมือกับพวกสะดูสีเพื่อวางแผนกำจัดพระองค์ พวกฟาริสีมีความเชื่อในเรื่องต่างๆ ที่ไม่ได้บันทึกในหมวดธรรมบัญญัติ (หนังสือ 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม) เช่น การเป็นขึ้นจากตาย วิญญาณ ทูตสวรรค์ (กจ.23:6-8) และยังเชื่อว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ในหมวดพวกผู้เผยพระวจนะ และหมวดบทกวี เป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ด้วย หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายในปี ค.ศ.70 พรรคสะดูสี และพรรคเล็กๆ ค่อยๆ สูญหายไป เหลือแต่พรรคฟาริสี ทำให้ชาวยิวนับตั้งแต่ในสมัยนั้นเป็นต้นมา ต่างพยายามปฏิบัติตามแนวคำสอนของพวกฟาริสีเท่านั้น

มลทิน

 คือ สภาพของคนหรือสิ่งของที่ผิดแผกแตกต่างไปจาก ข้อกำหนดเรื่องความบริสุทธิ์ในกฎบัญญัติของพระเจ้าหรือธรรมเนียมของชาวยิว ความเป็นมลทินนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจิตใจ ร่างกาย อาหารการกิน สถานที่ และทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ถ้าชาวอิสราเอลคนใดเป็นมลทินเพราะทำผิดกฎบัญญัติเหล่านี้ เขาจะเข้าร่วมพิธีทางศาสนาหรือร่วมนมัสการพระเจ้าไม่ได้ จนกว่าเขาจะทำพิธีชำระตัวเสียก่อน ดู ``ชำระตัว''

 มารีย์

ผู้หญิงชื่อมารีย์ ในพระคัมภีร์ใหม่ มีด้วยกัน 6 คน คือ 1) มารีย์ มารดาของพระเยซู (ลก.1:27) 2) มารีย์ มักดาลา ผู้ซึ่งกลับใจติดตามพระเยซูหลังจากที่พระองค์ทรงขับผีออกจากนาง (ลก.8:2) 3) มารีย์ พี่สาวของลาซารัส (ยน.11:1-3) เป็นผู้นำน้ำมันหอมนารดามาชโลมพระบาทพระเยซู (ยน.12:1-8) 4) มารีย์ ภรรยาของเคลโอปัส (ยน.19:25) อาจเป็นมารดาของโยเสส (มก.15:47) และยากอบ (มก.16:1)ด้วย 5) มารีย์ มารดาของยอห์น มาระโก มีบ้านอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ที่ซึ่งสาวกใช้เป็นที่ประชุมนมัสการ (กจ.12:12) 6) มารีย์ ชาวโรมัน (รม.16:6)เป็นสมาชิกคริสตจักรในกรุงโรม

ยอห์น

ชื่อนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ มีอย่างน้อย 5 คน คือ \nt *1)* ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา (มธ.3:1-7; มก.1:1-11; ลก.3:1-22; ยน.1:19-34) ที่ปรากฎในหนังสือยอห์น มักจะหมายถึงยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ท่านเป็นผู้เตรียมใจชาวยิวให้หันจากความบาป เพื่อต้อนรับพระเมสสิยาห์ที่กำลังจะเสด็จมา ท่านถูกกษัตริย์เฮโรด อันติพาส จับขังและประหารชีวิต (มก.6:14-29) \nt *2)* ยอห์น บุตรเศเบดี (มก.10:35) สาวกคนหนึ่งใน 12 คน เป็นน้องของยากอบ และอาจเป็นสาวกที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อในหนังสือยอห์น (สาวกที่พระองค์ทรงรัก - ยน.1:21; 13:23; 19:26-27; 20:2,8; 21:21-23) เขาอาจเป็นผู้เขียนหนังสือยอห์น จดหมาย 1-2-3 ยอห์น และหนังสือวิวรณ์ \nt *3)* ยอห์น มาระโก ลูกของนางมารีย์ที่มีบ้าน อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม (กจ.12:12) เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียนหนังสือมาระโก อาจเป็นชายหนุ่มเปลือยกายที่หนีเมื่อพระเยซูถูกจับ (มก.14:51-52) เป็นญาติกับบารนาบัส เคยเดินทางไปประกาศร่วมกับเปาโล (กจ.13:4-13) และเคยเป็นผู้ร่วมงานใกล้ชิดกับเปโตร (1ปต.5:13) \nt *4)* ยอห์น บิดาของเปโตร (ยน.21:15-17) \nt *5)* ยอห์น ญาติของมหาปุโรหิต และเป็นสมาชิกของสภายิว (กจ.4:5-6)

รอด

 ในพระคัมภีร์เดิม หมายถึงการปลดปล่อยหรือการช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตราย และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ (อพย.6:6; สดด.6:2-4; 7:1-5; 103:3) ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่หมายถึงการทรงไถ่ผู้เชื่อทั้งหลายให้รอดพ้นจากโทษบาปคือความตาย เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์และสันติสุขโดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น (1ธส.5:9) ดู ``ชีวิตนิรันดร์ และ แผ่นดินของพระเจ้า''

 รัก

 คำนี้ในภาษากรีกมีอยู่ 4 คำด้วยกัน คือ สตอร์เก้ อีรอส อากาเป และ ฟีลอส แต่ในพระคัมภีร์ใหม่ปรากฏเพียง 2 คำหลังเท่านั้น คำว่า ``ฟีลอส'' เป็นรากศัพท์ของ ``ฟิลาเดลเฟีย'' ซึ่งหมายถึงความรักระหว่างพี่น้อง (รม.12:10; 2ปต.1:7) ส่วน ``อากาเป'' หมายถึง ความรักที่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยความหวังดี เป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เป็นการเสียสละเพื่อผู้อื่น (1คร:13) ความรักแบบนี้เราจะเห็นได้จากชีวิตของพระเยซูคริสต์ (ยน.3:16; วว.3:9)

 เลือด

 คำว่าเลือดในพระคัมภีร์เดิม มีความหมายเล็งถึงชีวิตที่พระเจ้าทรงประทาน ด้วยเหตุนี้ เลือดจึงเป็นสิ่งประเสริฐ พระเจ้าจึงห้ามรับประทานเนื้อที่มีเลือดติดอยู่ (ปฐก.9:4) ชาวอิสราเอลจะไม่กินเลือดโดยเด็ดขาด (ลนต.17:12) ในการถวายบูชาตามพันธสัญญาเดิมนั้น แทนที่จะใช้วิธีการทวงเอาชีวิตจากผู้ที่กระทำผิด พระเจ้าทรงรับเลือดของสัตว์เป็นเครื่องไถ่บาปแทน แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูคริสต์ทรงวายพระชนม์ และให้โลหิตของพระองค์ไหลออก เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปผิดของมนุษย์ทุกคน (ยน.1:29; อฟ.1:7) เป็นการประทับตราแห่งพันธสัญญาใหม่ และเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

 โลก

 คำนี้ในพระคัมภีร์ใหม่มีความหมายได้หลายอย่างคือ 1) จักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้าง (มธ.13:35; กจ.17:24) 2) แผ่นดินโลก (ยน.11:9; 16:21) 3) มวลมนุษย์ (ยน.3:16; 2คร.5:19) 4) การกระทำและค่านิยม (มธ.16:26; 1คร.7:33) 5) ความชั่วร้ายที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า (1ยน.2:15-17)

วันสุดท้าย

ชนชาติอิสราเอลในสมัยพระคัมภีร์เดิม รอคอยวันที่พระเจ้าจะเสด็จมาจัดการกับมนุษย์อย่างเด็ดขาด เพื่อแก้ไขสิ่งผิดๆ และตั้งความยุติธรรมของพระองค์ขึ้นในโลก พวกเขาเรียกวันนี้ว่า ``วันแห่งพระเจ้า'' พวกอิสราเอลคิดว่าในวันแห่งพระเจ้านี้จะได้รับแต่พระพร และการช่วยกู้จากพระเจ้าเท่านั้น (อสย.4:2; 10:20) แต่พวกผู้เผยพระวจนะประกาศว่า แต่วันนั้นจะกลายเป็นวันแห่งความมืดมิด เป็นวันวิบัติ วันแห่งการพิพากษาโทษอันเนื่องจากบาปที่ชาวอิสราเอลได้กระทำ (อสย.2:11-17; อมส.5:18-20; ศฟย.1:14-18) ผลของการพิพากษาโทษทำให้เกิดความหายนะอย่างร้ายแรงมาก เช่น น้ำท่วม อดอยาก ยากแค้น ฝูงตั้กแตนทำลายพืชผล โรคระบาด เกิดสงคราม ฯลฯ เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้ง (การเสด็จมาครั้งที่ 2) วันนั้นจะเรียกว่า ``วันสุดท้าย'' ซึ่งในพระคัมภีร์ใช้คำที่แตกต่างกันหลายคำเพื่อหมายถึง ``วันสุดท้าย'' (ยน.6:40,44; 11:24) เช่น วันนั้น (มก.13:32; ฮบ.10:25) วันพิพากษา (2ปต.2:9) วันของพระเจ้า (2ปต.3:12) วันของพระคริสต์ (ฟป.2:16) วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1ธส.5:2; 2ปต.3:10) วันยิ่งใหญ่ (วว.16:14) อวสานกาล (ยก.5:3) วันแห่งพระเยซูเจ้า (2คร.1:14) วันสำคัญแห่งพระพิโรธ (วว.6:17) วันที่พระเจ้าทรงลงพระอาชญา (รม.2:16) วาระสุดท้าย (1ปต.1:5) และ วันสำคัญยิ่ง (ยด.6)

 สภา

 คำนี้โดยทั่วไป หมายถึงสภาของชาวยิวหรือศาลสูง หรือ พฤฒสภา ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของชาวยิว ประกอบด้วยสมาชิก 70 คน ได้แก่ พวกปุโรหิต พวกผู้ใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ โดยมีมหาปุโรหิตดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภา สภาของชาวยิวอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิโรม โดยได้รับมอบอำนาจให้ตัดสินคดีเกี่ยวกับศาสนายิว ตลอดจนลงโทษผู้กระทำผิดด้วย แต่เขาไม่มีสิทธิอำนาจในการประหารชีวิต นอกจากต้องยื่นคดีให้ทางโรมพิจารณาก่อน ผู้นำศาสนายิวใช้สภาแห่งนี้ในการไต่สวนพระเยซู และใช้พิพากษาลงโทษคริสตชนในสมัยแรกด้วย (มธ.26:3; ลก.22:66; ยน.11:47; กจ.5:21; 22:5) ส่วนสภาอาเรโอปากัสที่กล่าวถึงใน กจ.17:19,22,34 หมายถึงการประชุมของพวกผู้นำในกรุงเอเธนส

สะดูสี

กลุ่มผู้นำทางศาสนาของชาวยิวในปาเลสไตน์ ส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางการเมืองและมีอิทธิพลในสภายิว ตระกูลมหาปุโรหิตล้วนอยู่ในพรรคสะดูสี เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากในช่วง ปี 200 ก่อน ค.ศ. จนถึงปี ค.ศ.70 กลุ่มนี้จะตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเยซู พวกเขาปฏิเสธคำสอนและการปฏิบัติทุกอย่าง ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในหมวดธรรมบัญญัติ (หนังสือ 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม) พวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นจากตายหรือการรับบำเหน็จรางวัล หรือการรับโทษหลังความตาย สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเน้นมากคือ ความมีอิสระเสรีของมนุษย์ (ดู ``ฟาริสี'')

  GUEST BOOK / WEB BOARD / SHARE&CARE / KIDS CENTER / FAMILY / COMPOSITION / PRAY CENTER / BIBLE STUDY /ARTICLES /  MALL CENTER / NEWS / PICTURES / CONTACT US / WEB LINKS / HOME /PRAISE&WORSHIP