|
|
||||
|
ในภาษากรีกมี 2 คำที่ใช้ในความหมายคล้ายกัน คือ คำว่า ``เพรสบูเทรอส'' แปลว่า ``ผู้เฒ่า'' หรือ ``คนแก่'' ซึ่งในพระคัมภีร์ไทยแปลไว้ว่า ``พวกผู้ใหญ่'' (1ปต.5:5) ``ผู้อาวุโส'' (1ทธ.5:1-2) ``ผู้ปกครอง'' (กจ.14:23; 1ทธ.5:17) ภาษากรีกอีกคำหนึ่งคือ ``เอพิสคอพอส'' แปลว่า ``ผู้ดูแล'' หรือ ``ผู้ควบคุม'' ซึ่งพระคัมภีร์ไทยแปลไว้ว่า ``ผู้ปกครองดูแล'' (1ทธ.3:2; ทต.1:7) ``ผู้ดูแล'' (ฟป.1:1) ในพระคัมภีร์ใหม่คำนี้หมายถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้นำของคริสตจักร มีหน้าที่ดูแลชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของผู้เชื่อ (กจ.20:28) ส่วนในพระคัมภีร์เดิม ถ้าใช้คำว่า ``ผู้ปกครอง'' จะหมายถึง ผู้ปกครองดูแลบ้านเมืองหรือประเทศชาติ (ปฐก.9:10; 2ซมอ.5:2) เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง (ยรม.1:5; อสค.2:3-7; อมส.7:15) พระคัมภีร์กล่าวถึงผู้เผยพระวจนะในชื่อต่างๆ กัน เช่น คนของพระเจ้า (1 ซมอ.2:27,9:6; 1 พกษ.13:1-2) ผู้รับใช้ของพระเจ้า (2 พกษ.17:23; 21:10; ยรม.7:25) ผู้ทำนาย (1ซมอ.9:9; 18-19) ผู้พยากรณ์ (2ซมอ.15:27; กจ.13:1) หน้าที่ของผู้เผยพระวจนะคือประกาศ สำแดง เปิดเผย พระวจนะของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ต่อประชาชน (1พกษ.22:8; ยรม.1:7,9; อสค.3:4,27; อมส.3:7) เรื่องที่ประกาศจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต เช่น เรื่องของพระเมสสิยาห์ การพิพากษาลงโทษ การกลับมาหาพระเจ้า ความรอด ฯลฯ ในพระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึงผู้เผยพระวจนะหญิงด้วย เช่น มีเรียม (อพย.15:20) เดโบราห์ (วนฉ.4:4) ฮุลดาห์ (2พกษ.22:14) อันนา (ลก.2:36) ฯลฯ ในพระคัมภีร์ใหม่การเผยพระวจนะเป็นของประทานจากพระเจ้าที่ให้กับคริสตจักร (รม.12:6) โดยให้บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ (อฟ.4:11) ดังตัวอย่างของ อากาบัส (กจ.11:28) ยูดาสและสิลาส (กจ.15:32) นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง ผู้เผยพระวจนะปลอม (มธ.24:11) ผู้เผยพระวจนะเท็จ (ยรม.5:31; มธ.7:15) ผู้ทำนายเท็จ (กจ.13:6) ผู้ทำนายเทียมเท็จ (มธ.24:24; มก.13:22) และ ผู้พยากรณ์เท็จ (1ยน.4:1) ในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ใช้คำที่แตกต่างกันหลายคำ เมื่อพูดถึง ``ผู้รับใช้" เช่น คนใช้ คนงาน หรือ ทาส ในพระคัมภีร์เดิมถือว่าผู้อาวุโสหรือบรรพบุรุษของชาวอิสราเอลเป็น ``ผู้รับใช้ของพระเจ้า" (อพย.32:13) ในพระคัมภีร์ใหม่ก็ถือว่าพระเยซูเป็น ``ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (อสย.42:1-4; 49:1-6; 50:4-9; 52:13-53:12) ซึ่งกล่าวถึงใน มธ.12:18-21 และพระเยซูก็ทรงสำแดงพระองค์เองว่าเป็นผู้รับใช้ (มก.10:45; ยน.13:1-20) ข้อพระคัมภีร์ที่บรรยายถึงลักษณะดังกล่าวของพระองค์ ปรากฏอยู่ใน ฟป.2:6-8 อัครทูตเปาโลเป็นอีกผู้หนึ่งที่กล่าวถึงตัวเองว่าเป็นเหมือนกับผู้รับใช้หรือทาส ของพระเจ้า (รม.1:1; กท.1:10; ฟป.1;1) ผู้เขียนจดหมายยากอบ 2 เปโตร ยูดา ก็กล่าวถึงตัวเองในลักษณะเดียวกัน (ยก.1:1; 2 ปต.1:1; ยด.1) ในพระคัมภีร์หมายถึงการครอบครองของพระเจ้า ที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเขตแดน หรือเวลา หรือยุคสมัย (อพย.15:18; สดด.145:13; มก.1:15) ในกิตติคุณมัทธิวมักจะใช้คำว่า ``แผ่นดินสวรรค์'' (มธ.3:2; 13:11; 25:1) แทนคำว่า ``แผ่นดินของพระเจ้า'' เพราะมีความหมายเดียวกันในกิตติคุณมาระโกได้สรุปข่าวประเสริฐของพระเยซูว่าเป็นเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (มก.1:14-15) ส่วนในกิตติคุณยอห์นจะไม่ใช้คำว่า ``แผ่นดินของพระเจ้า'' มากนัก แต่ใช้คำว่า ``ชีวิตนิรันดร์'' มากกว่า (มธ.19:16-30; ยน.3:36; 10:28; 12:25) พระเยซูมักจะสอนเรื่อง ``แผ่นดินของพระเจ้า'' โดยใช้คำอุปมาในคำเทศนา และพระองค์ยังกล่าวถึงอำนาจของแผ่นดินของพระเจ้าที่ปรากฏในพระราชกิจ เช่น การขับผี (ลก.11:20) พระองค์ทรงสอนว่า แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้วในพระองค์ (ลก.11:20) แต่จะปรากฏอย่างครบบริบูรณ์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา (มธ.16:27; 25:31) คำนี้ในพระคัมภีร์ใหม่แปลมาจากคำภาษากรีกว่า ``ฆาเรสท็อส'' ซึ่งภาษาไทยแปลว่า พอเหมาะ ดี เมตตา กรุณา ปราณี ฯลฯ คำนี้ในพระคัมภีร์หมายถึงการทำดี และเมื่อใช้กับพระเจ้าจะหมายถึงพระกรุณา และพระทัยกว้างขวางของพระเจ้า ที่ทรงประทานสิ่งที่ดีงามแก่มนุษย์ เช่น ประทานแดดฝนแก่มนุษย์ทั้งคนดีและคนเลว (ลก.6:35) อภัยบาปและประทานชีวิตใหม่ (อฟ.2:7) เป็นนามที่เล็งถึงตำแหน่งอันมีเกียรติของพระเยซู คำนี้มาจากคำภาษากรีกว่า ``คริสตอส'' ซึ่งแปลมาจากคำภาษาฮีบรูว่า ``เมสสิยาห์'' (ยน.1:41; 4:25) หมายถึง ``ผู้ที่ได้รับการเจิม'' บรรดาผู้เผยพระวจนะ ปุโรหิต และ กษัตริย์ในพระคัมภีร์เดิม ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการเจิมเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า พระเยซูทรงได้รับการเจิมให้เป็นผู้เผยพระวจนะ ปุโรหิต และกษัตริย์ ในเวลาเดียวกัน พระองค์จึงทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ผู้ซึ่งจะมีฐานะยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ดาวิด (สดด.2:2,6; ยน.6:14-15) ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาปฏิเสธว่า ท่านเองไม่ใช่พระคริสต์ (ยน.1:20) แต่พระเยซูต่างหากทรงเป็นผู้นั้น อัครทูตเปโตรเองก็ยืนยันว่า ``พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์'' (มธ.16:16) เป็นความรักเมตตาที่พระเจ้าสำแดงต่อมนุษย์ ทั้งๆ ที่มนุษย์ไม่สมควรจะได้รับ และไม่สามารถทำสิ่งใดเป็นการตอบแทนได้ พระคุณนี้เห็นได้จากการที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูคริสต์มาช่วยมนุษย์ ให้รอดพ้นจากบาป กลับคืนดีกับพระองค์ (ยน.1:16; รม.5:2; 2คร.8:9; ทต.2:11) และเห็นได้จากพระพรอื่นๆ ที่พระเจ้าประทานให้ (อฟ.3:1) ผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงสำนึกถึงพระคุณนั้น ด้วยการถวายตัวรับใช้และนำพระพรส่งต่อไปยังคนอื่นๆ (รม.12:1; อฟ.4:1-3) เป็นฝาปิดทองคำที่อยู่บนหีบพันธสัญญา (อพย.25:17-21) เหนือฝาหีบนั้นมีเครูบ 2 รูปอยู่ปลายพระที่นั่งข้างละรูป พระที่นั่งกรุณานี้เป็นสัญลักษณ์ของการสถิตอยู่ของพระเจ้า และเล็งถึงความรักเมตตาของพระองค์ที่ทรงอภัยโทษบาป เลือดที่ใช้ลบมลทินบาปจะถูกนำมาประพรมที่พระที่นั่งปี ละครั้งโดยมหาปุโรหิตในวันลบบาป (ลนต.16:1-5; ฮบ.9:5) ในพระคัมภีร์ใหม่ใช้คำนี้เปรียบเทียบกับการที่คริสตชนมาเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ (ฮบ.4:14-16) คือพระเยซูคริสต์องค์เดียวเท่านั้น คำนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดา และพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบุตร แต่ก็มิได้มีความหมายว่าพระบุตรทรงด้อยกว่าพระบิดา เพราะพระเยซูตรัสว่า พระบิดาและพระบุตรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ยน.10:30; 14:9; 17:11,22) ใครเห็นพระบุตรก็เห็นพระบิดาด้วย ในพระคัมภีร์ใหม่คำว่า ``พระเมตตา'' หรือ ``เมตตา'' (รม.9:23; 15:9; 2ทธ.1:2,16,18) มักจะแปลมาจากคำภาษากรีกว่า ``เอะเละออส'' ซึ่งพระคัมภีร์ไทยแปลว่า ``พระกรุณา'' ด้วย (ลก.1:50,54,58,72; อฟ.2:4; 1ทธ.1:2) คำนี้เมื่อใช้ในพระคัมภีร์จะหมายถึง พระลักษณะของพระเจ้าที่ครอบคลุมทั้งความรักเมตตา ความกรุณา ความสัตย์ซื่อ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ พระเมตตาของพระเจ้าสำแดงออกทางการเสด็จมาของพระเยซู และจะสำแดงอีกครั้งในวันพิพากษา (2ทธ.1:18; ยก.2:13) คำนี้มีความหมายคล้ายกับคำว่า ``เค-เสด'' (ภาษาฮีบรู) ในพระคัมภีร์เดิม ซึ่งมักจะแปลว่า ``ความรักมั่นคง'' GUEST BOOK / WEB BOARD / SHARE&CARE / KIDS CENTER / FAMILY / COMPOSITION / PRAY CENTER / BIBLE STUDY /ARTICLES / MALL CENTER / NEWS / PICTURES / CONTACT US / WEB LINKS / PRAISE&WORSHIP/ HOME
|
|