Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!

สะบาโต

คำนี้มาจาก ภาษาฮีบรู แปลว่า ``หยุดพัก'' ปรากฏครั้งแรกในปฐก.2:2-3 ที่บันทึกว่า พระเจ้าทรงสร้างโลก 6 วัน และหยุดพักในวันที่ 7 ต่อมาในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงประทานบัญญัติ 10 ประการ แก่ชนชาติอิสราเอล โดยบัญญัติข้อที่ 4 นั้น ทรงสั่งให้หยุดพักในวันที่ 7 (วันสะบาโต) โดยให้ถือว่าเป็นวันบริสุทธิ์ (อพย.20:8) ในสมัยที่ชาวอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน วันสะบาโตก็มีความหมายเพิ่มขึ้นอีกคือ เป็นวันที่พวกเขาจะศึกษาพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ตั้งแต่ปี 460 ก่อน ค.ศ.เป็นต้นมา มีการเข้มงวดเรื่องวันสะบาโตมากเกินไป จนถึงขนาดออกเป็นกฎหยุมๆ หยิมๆ แต่พระเยซูไม่ทรงเห็นด้วย เพราะพวกเขายึดถือกฎบัญญัติต่างๆ เพื่ออ้างว่าตนเป็นคนบริสุทธิ์ชอบธรรม แทนที่จะถ่อมตัวลงต่อพระเจ้า ทำให้วันสะบาโตกลายเป็นภาระ แทนที่จะเป็นพระพร (มก.2:27) คริสตชนในสมัยเริ่มแรก นมัสการพระเจ้าในวันสะบาโตซึ่งเป็นวันเสาร์ แต่ต่อมาพวกเขานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ด้วย เพราะพระเยซูทรงเป็นขึ้นจากตายในวันอาทิตย์ จึงถือเป็นวันที่เป็นพระพรมากที่สุด แต่เมื่อแยกตัวออกจากพวกยิว คริสตชนก็นมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น (ดู คำว่า ``พำนัก'' และใน อพย.16:22-26; ยรม.17:27)

สะมาเรีย

กษัตริย์อมรีแห่งอาณาจักรอิสราเอล (ฝ่ายเหนือ) เป็นผู้สถาปนาเมืองสะมาเรียขึ้นเป็นเมืองหลวง (1พกษ.16:24) แต่ถูกพวกอัสซีเรียยึดในปี 722 หรือ 721 ก่อน ค.ศ. (2พกษ.17) และพวกอัสซีเรียได้โยกย้ายชนชาติอื่นๆ หลายชนชาติมาอยู่ในเมืองสะมาเรีย พวกอิสราเอลในเมืองสะมาเรียจึงแต่งงานกับชนชาติเหล่านี้ ชนชาติยิวที่กลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลนในปี 538 ก่อน ค.ศ. จึงไม่ยอมรับชาวสะมาเรียเพราะถือว่าพวกนี้ไม่ใช่ยิวแท้ ชาวยิวจะนมัสการพระเจ้าที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ส่วนชาวสะมาเรียก็สร้างพระวิหารของตนเองขึ้นบนภูเขาเกริซิม และนมัสการที่นั่น (ยน.4:20) ในสมัยของพระเยซูคริสต์ ชาวยิวและชาวสะมาเรียต่างเกลียดชังซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง ชาวสะมาเรียยึดถือเฉพาะหนังสือ 5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม และยกย่องบูชาโมเสสว่าเป็นวีรบุรุษที่ไม่มีใครเทียบเท่า และรอคอยว่าสักวันหนึ่งจะมีพระเมสสิยาห์ดังเช่น โมเสสมาปรากฏ (ฉธบ.18:18; ยน.4:25) ปัจจุบันนี้ยังมีชาวสะมาเรียอยู่ แต่มีเหลือเพียงไม่กี่ร้อยคน คนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่เชิงเขาเกริซิม

สันติสุข

ในพระคัมภีร์คำนี้หมายถึงความสงบสุขที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวหรือหมู่คณะ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการคืนดีกันระหว่าง 2 ฝ่ายคือ มนุษย์กับพระเจ้า (รม.5:1) และมนุษย์กับมนุษย์ (อฟ.2:15)

 สามัคคีธรรม

 มาจากคำภาษากรีกว่า ``คอยโนเนีย'' ตามรากศัพท์หมายถึง การมีส่วนร่วมแบ่งปันกัน เป็นความผูกพันทางจิตวิญญาณระหว่างคริสตชนกับพระเจ้า และระหว่างคริสตชนด้วยกัน โดยทางการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระคัมภีร์ไทย ได้แปลคำว่า ``คอยโนเนีย'' นี้ออกเป็นคำต่างๆ เช่น ร่วมสามัคคี (1ยน.1:3) การมีส่วนร่วม (1คร.10:16) สามัคคีธรรม (กจ.2:42) สัมพันธ์สนิท (1คร.1:9) แบ่งปัน (ฮบ.13:16) เป็นต้น

หนังสือม้วน

ในสมัยของพระคัมภีร์ยังไม่มีการผลิตกระดาษ หรือหนังสือที่เย็บเล่มชนิดที่เราใช้อยู่ในเวลานี้ แต่ใช้กระดาษปาปิรัสซึ่งทำมาจากพันธ์ไม้ชนิดหนึ่งคล้ายอ้อหรือกก หรืออาจใช้แผ่นหนังเรียบในการบันทึกข้อความต่างๆ โดยทำเป็นม้วนยาวแล้วประทับตราประจำม้วน ตรงปลายเอกสารทั้งสองด้านจะติดด้ามไม้กลมๆ เพื่อสะดวกแก่การม้วนเก็บ และคลี่ออกอ่าน โดยปกติหนังสือม้วนจะมีความยาวมากที่สุดประมาณ 10 เมตร ในพระคัมภีร์ทุกครั้งที่กล่าวถึงคำว่า ``หนังสือ'' จะหมายถึง หนังสือม้วนแบบนี้

องค์พระผู้เป็นเจ้า

 ในพระคัมภีร์เดิมหมายถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง พระองค์ทรงเป็นผู้สมควรได้รับเกียรติจากมนุษย์ทั้งปวง (สดด.68:32;\= 86:8-9) ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ ภาษาไทยใช้คำต่างๆ คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า พระเป็นเจ้า เจ้า หรือ เจ้าข้า ใช้เป็นคำยอมรับอำนาจของพระเยซู ซึ่งเป็นผู้ทำพระราชกิจโดยฤทธิ์เดช และพระนามของพระเจ้า (มธ.15:22) นอกจากนี้เมื่อพระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว พวกอัครทูตเข้าใจว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์แห่งสมัยพระเมสสิยาห์ ฉะนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่าพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีเกียรติเสมอพระเจ้า (กจ.2:5)

 อธรรม

คำนี้มีความหมายคล้ายกับคำว่า การทำผิด หรือ การทำบาป (สดด.1:5; รม.6:13; ฮบ.8:12) แต่จะเน้นถึงลักษณะการหลงจากทางอันถูกต้อง (สดด.58:3; 2ปต.2:15) เป็นการทำสิ่งที่ผิดพลาดจากมาตรฐานที่พระเจ้าวางไว้ (รม.1:29) ในบางครั้งหมายถึง ``ความไม่สัตย์ซื่อ'' (ลก.6:8) หรือ ``ความอยุติธรรม'' (ลก.18:6)

 อัครทูต

 มาจากคำภาษากรีกว่า ``อาพอสทอลอส'' แปลตรงตัวว่า ``ผู้ที่ถูกส่งออกไป'' คำนี้ในพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่หมายถึง อัครสาวก 12 คนที่พระเยซูคริสต์ทรงเลือก (ลก.6:12-16) และรวมไปถึงเปาโลที่พระเยซูทรงใช้ให้เป็นอัครทูตด้วย (1คร.15:8-9; 2คร.12:11-12; กท.1:11-24) ดู ``อัครสาวก 12 คนของพระเยซู'' และ ``ชีวิตของเปาโล'' ในหน้าพิเศษ

 อับราฮัม

 เป็นชื่อบรรพชนต้นตระกูลของชนชาติอิสราเอล คำว่า ``อับราฮัม'' หมายถึง บิดาของมวลชน ท่านเชื่อฟังพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงเรียกท่านออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปยังแผ่นดินแห่งพันธสัญญาคือคานาอัน (ปฐก.12:1-9) ท่านเชื่อว่าจะได้บุตรตามพระสัญญาของพระเจ้า แม้ว่านางซาราห์ภรรยาของท่านมีอายุมากเกินกว่าที่จะมีบุตรได้ (ปฐก.15:6; 17:17) และเมื่อพระเจ้าลองใจท่านเรื่องบุตรชายคนเดียวคืออิสอัค ท่านก็ได้เชื่อฟังพระองค์ (ปฐก.22) ท่านจึงได้ชื่อว่า ``เป็นบิดาของคนทั้งปวงที่เชื่อ'' (รม.4:11-16; ฮบ.11:8-19) และได้รับการขนานนามว่า ``บิดาของประชาชาติ'' (ปฐก.17:5) การที่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมนั้น พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ท่านเป็นผู้นำพระพร คือความรอดไปสู่บรรดาประชาชาติทั่วโลก (ปฐก.12:1-3; กท.3:8)

อาเมน

 เป็นคำทับศัพท์ภาษาฮีบรู หมายถึง ความแน่นอน ความหนักแน่นมั่นคง ความน่าไว้วางใจ ความจริง ความสัตย์ซื่อ ชาวอิสราเอลพูดคำนี้เมื่อต้องการยืนยันหรือสนับสนุนคำพูดของคนอื่น เช่น คำสาบาน คำอวยพร คำเผยพระวจนะ ฯลฯ ชาวยิวทั้งในสมัยพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ จะใช้คำนี้ในพิธีนมัสการ คือจะกล่าวคำว่า ``อาเมน'' เมื่อจบบทเพลงสดุดีและบทสรรเสริญพระเจ้า เพื่อเป็นการตอบสนองและยืนยันคำอธิษฐาน พระเยซูก็มักใช้คำนี้เมื่อเริ่มสั่งสอน คือคำกล่าวที่ว่า ``อาเมน อาเมน เลโก ฮูมิน'' ซึ่งในภาษาไทยแปลว่า ``เราบอกความจริงแก่ท่านว่า'' คำนี้ยังใช้กล่าวถึงพระลักษณะของพระเยซู ว่า ``ทรงเป็นพระอาเมน'' (วว.3:14) ซึ่งมีความหมายว่า พระองค์เป็นผู้สัตย์ซื่อ น่าไว้วางใจ ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสัจจะ

อุปมา

เป็นวิธีสอนความจริงโดยใช้เรื่องในชีวิตประจำวันมาเปรียบเทียบ เช่น เรื่องแกะของคนจน ใน 2ซมอ.12:1-14 ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่พระเยซูทรงใช้คำอุปมาโดยเล่าเรื่องจากชีวิตจริง แต่ละเรื่องมีจุดประสงค์สำคัญเพียงจุดเดียว โดยมีรายละเอียดอื่นๆ เป็นเพียงส่วนประกอบ เช่น เรื่องเมล็ดพืช ใน มก.4:26-29 เรื่องของหาย ใน ลก.15:1-32 แต่คำอุปมาบางเรื่องนั้น พระเยซูทรงเล่าแบบปริศนาธรรม ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ในเรื่องก็มีความหมายด้วย เช่น เรื่องสวนองุ่น ใน มก.12:1-12 เรื่องผู้หว่านพืช ใน มธ.13:1-23

เอลียาห์

เป็นคำภาษาฮีบรูแปลว่า ``พระเจ้าของข้าพเจ้าคือพระเยโฮวาห์'' เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะในอาณาจักรฝ่ายเหนือคืออิสราเอล (ฝ่ายใต้คือยูดาห์) มีชีวิตก่อนพระเยซูประมาณ 850 ปี ท่านเป็นหนึ่งในสองคนเท่านั้นที่ไม่ต้องประสบกับความตาย (อีกคนหนึ่งคือเอโนค ดู ปฐก.5:21-24) เรื่องของอยู่ในหนังสือ 1 พกษ.17 - 2 พกษ.2 เอลียาห์เป็นผู้ประกาศพระวจนะแก่ชาวยิวในสมัยพระคัมภีร์เดิม เพื่อเตรียมใจพวกเขาให้เชื่อฟังพระเจ้า เหมือนดังที่ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาประกาศพระวจนะแก่ชาวยิว ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ เพื่อเตรียมใจพวกเขาให้พร้อมที่จะรับพระผู้ช่วยให้รอด (มธ.11:14; 17:10-13) ทั้งนี้เป็นไปตามคำพยากรณ์ของมาลาคีผู้เผยพระวจนะ (มลค.4:5) เอลียาห์ยังได้มาปรากฏขณะที่พระเยซูทรงจำแลงพระกายด้วย (มก.9:2-8)

 ฮีบรู

เป็นอีกชื่อหนึ่งของชาวอิสราเอล ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม อับราฮัมเป็นคนแรกในพระคัมภีร์เดิมที่ถูกเรียกว่า ``ฮีบรู'' (ปฐก.14:13) แหล่งที่มาของคำนี้ไม่ปรากฎชัด อาจมาจากคำว่า ``เอเบอร์'' ซึ่งเป็นลูกหลานของโนอาร์ (ปฐก.10:21) คำนี้ถูกใช้ในความหมายของเชื้อสายหรือชนเผ่า ซึ่งหมายถึงพวกลูกหลานของยาโคบ (ปฐก.43:32) อย่างไรก็ตามในสมัยต่อๆมาคำว่า ``ฮีบรู'' ก็ถูกใช้ในความหมายของชนชาติอิสราเอล (1ซมอ.4:5-9; ยรม.34:9) แต่ในพระคัมภีร์ใหม่คำนี้ใช้หมายถึงพวกยิว ที่ยึดถือขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม รวมทั้งภาษาฮีบรูและภาษาอาราเมคที่พวกเขาใช้อยู่ โดยไม่ยอมให้อิทธิพลของภาษาและวัฒนธรรมกรีกเข้าครอบงำ (กจ.6:1; 2คร.11:22; ฟป.3:5) อย่างไรก็ดีคำว่า ยังใช้หมายถึงภาษาดั้งเดิมของชาวยิวด้วย (ยน.5:2; 19:20)


  GUEST BOOK / WEB BOARD / SHARE&CARE / KIDS CENTER / FAMILY / COMPOSITION / PRAY CENTER / BIBLE STUDY /ARTICLES /MALL CENTER / NEWS / PICTURES / CONTACT US / WEB LINKS PRAISE&WORSHIP / HOME