![]() |
||||
|
เบนยามิน
ปุโรหิต หมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น ปุโรหิตต้องมาจากเชื้อสายของอาโรนพี่ชายของโมเสส พวกเขาจะทำหน้าที่ในพลับพลาหรือพระวิหาร โดยมีพวกเลวีเป็นผู้ช่วยเหลือ หน้าที่หลักประกอบด้วยการดูแลความเรียบร้อยในพระวิหาร การถวายเครื่องบูชาต่างๆ และการประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ทางศาสนา พวกปุโรหิตยังแบ่งตำแหน่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้ \quad 1) มหาปุโรหิต ซึ่งเป็นปุโรหิตสูงสุดมีเพียงคนเดียว ท่านเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์เข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานปีละครั้ง เพื่อลบมลทินบาปให้กับชนชาติอิสราเอล (ลนต.16:2-3; ฮบ.9:7) มหาปุโรหิตในสมัยพระคัมภีร์เดิมจะทำหน้าที่จนกว่าจะเสียชีวิต หลังจากชาวยิวกบฏต่อการปกครองของกรีก (ประมาณปี 165 ก่อน ค.ศ.) ตำแหน่งมหาปุโรหิตมีอำนาจทั้งทางศาสนาและการเมืองด้วย คือเป็นเสมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง แต่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ อำนาจการแต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งมหาปุโรหิตตกอยู่ในมือของพวกโรมัน ผู้ที่เป็นมหาปุโรหิตนั้นนอกจากจะมีหน้าที่ทางศาสนาแล้ว ยังจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานของสภายิว (สภาแซนเฮดริน) ด้วย \quad 2) ปุโรหิตที่เป็นหัวหน้ารักษาพระวิหาร โดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าของพวกปุโรหิตรักษาพระวิหาร \quad 3) หัวหน้าปุโรหิต \quad 4) ปุโรหิตอื่นๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น \quad ก) ปุโรหิตรักษาพระวิหาร \quad ข) ปุโรหิตดูแลด้านการคลัง \quad ค) ปุโรหิตจัดการพิธีต่างๆ \quad ง) ปุโรหิตอื่นๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นกองเวร 24 กอง เพื่อทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาและเครื่องหอม ปีลาต
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระบิดาและพระบุตร ทั้งสามสภาพนี้ก็คือพระเจ้าผู้ทรงเป็นตรีเอ\=กา\=นุ\=ภาพ (หมายถึงสามเป็นหนึ่ง) คำว่า ``วิญญาณบริสุทธิ์'' ในพระคัมภีร์เดิมปรากฏเพียง 3 ครั้งคือ ใน สดด.51:11; อสย.63:10,11 แต่คำนี้ปรากฏมากมายในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งมีเหตุการณ์กล่าวถึงกิจการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของผู้เชื่อ เช่น ทรงให้ของประทานต่างๆ (1คร.12:4-11) สถิตอยู่กับผู้เชื่อ (1คร.3:16; 6:19) ทำให้ผู้เชื่อเกิดผลฝ่ายจิตพระวิญญาณ (กท.5:22-23) พระวิหารเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงที่ประทับของพระเจ้า สมัยก่อนมีลักษณะเป็นเต็นท์ที่ขนย้ายไปมาได้ พระวิหารหลังแรกสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ซาโลมอน (ประมาณปี 950-940 ก่อน ค.ศ.) ตั้งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม บนเนินเขาโมริยาห์หรือเนินเขาศิโยน และในปี 586 ก่อน ค.ศ. พระวิหารหลังนี้ถูกกองทัพบาบิโลนเผาทำลายจนราบคาบ ต่อมาภายหลังพวกยิวกลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน ในสมัยของผู้เผยพระวจนะฮักกัย (ปี 520-515 ก่อน ค.ศ.) ได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่อีก ถือเป็นพระวิหารหลังที่สอง ในสมัยของกษัตริย์เฮโรดมหาราชได้มีการบูรณะและขยายพระวิหารหลังนี้จนใหญ่โตสวยงาม แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพโรมันทำลายจนย่อยยับในปี ค.ศ.70 แต่ก็ยังคงมีซากของพระวิหารเหลือให้เห็นบ้างในกรุงเยรูซาเล็ม และชาวยิวในปัจจุบันได้ใช้ที่นั่นเป็นที่ชุมนุมกันจนถึงทุกวันนี้ เพื่อคร่ำครวญและระลึกถึงพระวิหารที่ถูกทำลายไป ซากที่เหลือให้เห็นคือกำแพงร้องไห้ในปัจจุบัน แปลว่า สง่างาม แต่เมื่อใช้คำนี้กับพระเจ้าทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ มีความหมายครอบคลุมถึงความยิ่งใหญ่ความสง่างาม และความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นการพรรณาถึงพระลักษณะอันสมบูรณ์ดีเลิศของพระองค์ พระสิริของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม ปรากฎเป็นรัศมีภาพในตอนที่ถวายพลับพลา (อพย.40:35) และตอนที่ถวายพระวิหาร (1พกษ.8:11) และปรากฏในนิมิตของเอเสเคียล (อสค.1:28; 10:4) ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ปรากฏบ่อยครั้งเช่น ปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะ (ลก.2:9) ปรากฏแก่พวกสาวก (ยน.2:11) ปรากฏแก่เปโตร ยอห์น ยากอบ (ลก.9:32) และปรากฏในชีวิตของพระเยซูคริสต์ (ยน.1:14) พลับพลา (อพย.26:1) หรือเต็นท์ (กดว.9:15) หรือเพิง (ลนต.23:43) เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวเช่น ที่พักของคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนในตะวันออกกลาง เพราะพวกนี้ต้องย้ายที่บ่อยๆ เพื่อหาทุ่งหญ้าให้สัตว์กิน เต็นท์นี้กางและเก็บได้ง่าย อาจทำด้วยหนังสัตว์ ผ้าหนา หรือขนสัตว์ที่ทอเป็นผืน ในสมัยโมเสสชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ในเต็นท์ตลอด 40 ปี จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ดินแดนคานาอันจึงมีการสร้างบ้านพักอาศัย สถานนมัสการที่พระเจ้าให้ชาวอิสราเอลสร้างในสมัยแรก ก็อยู่ในรูปแบบของเต็นท์ขนาดใหญ่หรือพลับพลาซึ่งสามารถขนย้ายได้สะดวก โดยเริ่มแรกตั้งอยู่ที่เมืองชิโลห์ ต่อมาในสมัยกษัตริย์ซาโลมอน จึงได้สร้างเป็นพระวิหารที่ถาวร คำว่า ``เต็นท์'' ในพระคัมภีร์ใหม่ ยังเป็นสัญลักษณ์หมายถึงสิ่งที่ชั่วคราว (ฮบ.11:9-10) ในตะวันออกกลางสมัยโบราณ พันธสัญญา หมายถึง คำสัญญาระหว่างสองฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยข้อตกลง (ฉธบ.29:1) การให้พร (ฉธบ.28:1-14) และการสาปแช่ง (ฉธบ.28:15-68) แต่พันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ไม่เหมือนกับพันธสัญญาทั่วไป เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายที่มีฐานะไม่เท่าเทียมกัน คือพระเจ้าเป็นผู้ประทานและมนุษย์เป็นเพียงผู้รับ และพระองค์ทรงทำพันธสัญญาด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พันธสัญญาต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำเมื่อสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น เป็นการเตรียมทางไว้สำหรับพันธสัญญาใหม่ ที่เยเรมีย์พยากรณ์ไว้ใน ยรม.31:31-34 ซึ่งสำเร็จในองค์พระเยซูคริสต์ (มธ.26:28; ฮบ.8:1-13) คือมนุษย์จะได้รับการชำระบาปโดยพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเขาจะเริ่มชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ตามพันธสัญญา พันธสัญญาใหม่นี้เป็นพันธสัญญานิรันดร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซึ่งพระเจ้าทรงสถาปนาขึ้นโดยทางพระเยซูผู้เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (ฮบ.9:15) มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ``ชาบัท'' ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ``สะบาโต'' แปลว่า ``เลิก หยุด หรือพัก'' พระคัมภีร์ภาษาไทย แปลคำนี้โดยใช้คำต่างๆกัน เช่น พัก หยุดพัก (ปฐก.2:2-3) หายเหนื่อยเป็นสุข (มธ.11:28) พำนัก (ฮบ.3:18-19) ซึ่งในพระคัมภีร์ใหม่มักมีความหมายเน้นถึงการพักฝ่ายจิตวิญญาณ ที่พระเยซูทรงให้แก่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ (มธ.11:28-29; ฮบ.3:19) เพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจของมารซาตานและความชั่วร้ายทุกอย่าง และได้พักสงบอยู่กับพระเจ้าตลอดชั่วนิรันดร์ (วว.14:13)
GUEST BOOK / WEB BOARD / SHARE&CARE / KIDS CENTER / FAMILY / COMPOSITION / PRAY CENTER / BIBLE STUDY /ARTICLES /MALL CENTER / NEWS / PICTURES / CONTACT US / WEB LINKS / PRAISE&WORSHIP /HOME
|
|