ก ข ก กา
ของพุทธศาสนาที่แท้จริง
อาตมาได้เคยกล่าว
มาทุกครั้งที่บรรยาย ว่า
เรื่อง กข ก กา นั้น มีทั้ง ฝ่ายปรมัตถธรรม
และฝ่ายศีลธรรม ฝ่ายปรมัตถธรรม
คือเป็นธรรมะชั้นจริง คือ
ชั้นที่ไม่เคยสมมติ
คือเป็นธรรมะที่บอก
สอนเรื่องไม่มีตัวตน ส่วนศีลธรรมนั้น
เป็นเรื่องที่สมมติ
ให้เป็นบุคคล และมีตัวตน
คำสอนประเภท
ที่มีตัวมีตนเป็นหลัก
สำหรับจะได้เป็น ที่ตั้งแห่ง
ความรัก ความสนใจ ความพยายาม
ให้แก่ตนเอง
อย่างนี้ก็เรียกว่า
เรื่องศีลธรรม ส่วนเรื่อง
ปรมัตถธรรม นั้น พยายามจะสอน
แต่ในแง่ที่ว่า มันไม่มี
สิ่งที่ควรจะเรียกว่า ตัวตน
นี้พระพุทธภาษิต
ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เอง
มีทั้ง ๒ ประเภท คือ
ประเภทศีลธรรม ก็มี
ประเภทปรมัตถธรรม ก็มี
แม้ในธรรมะชื่อเดียวกัน คือ
เรื่องบุคคล ว่ามีบุคคล
หรือไม่มีบุคคล
ตัวอย่าง เช่น เมื่อทรงสอน
เรื่องศีลธรรม
ก็สอนอย่างเช่นกับว่า
เรามีกรรม เป็นของเรา
เราทำกรรมใดไว้
เราจะได้รับผลแห่งกรรมนั้น
เราทำดีก็ตาม เราทำชั่วก็ตาม
เราจะได้รับผลแห่งกรรม นั้น
อย่างนี้มันมีตัวเรา
มันมีตัวคน เรียกว่า
ตรัสสอนอย่างศีลธรรม
และเป็นเรื่อง ก ข ก กา
ที่สุดคือ คล้อยตาม
ความรู้สึก สามัญสำนึก
ของสัตว์ทั้งหลาย
ที่ไม่เคยฟังธรรมะ มาแต่ก่อน
ก็รู้สึกว่า มีตัวมีตน
หรือได้ฟังธรรมะที่เป็นคำสั่งสอน
แต่เรื่องที่มีตัวมีตน
เขามีความรู้สึก
ที่เป็นตัวตน อยู่ตลอดเวลา
ก็ทรงสอน เริ่มต้นด้วย ก ข ก กา
ทำนองนี้ ว่าเรามีตนก็รักตน
ก็สงวนตนให้ดี คือประพฤติดี
นั่นเอง แต่พอถึงคราว
สอนเรื่อง ปรมัตถธรรม
ก็ตรัสสอนเรื่อง อนัตตา
สุญญตา โดยเฉพาะ บุคคล
ที่ประกอบอยู่ด้วย ขันธ์ทั้ง
๕ ไม่มีส่วนใด ที่จะ เป็นตัว
เป็นตน ไม่มีบุคคลอย่างนี้
ทีนี้ คนพวกหนึ่ง
ก็จะรู้สึกว่า
เรื่องไม่มีตัว ไม่มีตนนี้
มันเป็นเรื่องสูงสุด
เป็นเรื่องลึกซึ้ง
แต่อาตมาก็เอามาทำเสีย
ให้อยู่ในระดับเดียวกัน
ว่ามันเป็นเรื่อง ก ข ก กา ว่า
การที่เราจะเรียน
เรื่องขันธ์ เรื่อง ธาตุ
เรื่อง อายตนะ เรื่อง
ไม่มีบุคคลนี้ มันเป็นเรื่อง
ก ข ก กา แต่ว่า มันเป็น ก ข ก กา
ของเรื่องประเภท ปรมัตถธรรม
คือที่จะเป็นตัว
พระพุทธศาสนา
โดยแท้จริงนั่นเอง
เมื่อเรื่องมีตัวมีตน
มันเป็นของ พวกคนเหล่าอื่น
ไม่ใช่ของพุทธศาสนา โดยเฉพาะ
เพราะใครๆ ก็สอนอย่างนั้น
พุทธศาสนา จะแปลกออกไป
ก็สอนเรื่อง ไม่มีตัวตน
ฉะนั้น การเริ่มสอนเรื่อง
ไม่มีตัวตนนี้ ควรจะถือว่า
เป็นการเริ่มเรียน ก ข ก กา
ในพระพุทธศาสนา ดังนั้น คำสอน
เรื่อง ธาตุ เรื่องอายตนะ
เรื่องขันธ์ หรืออะไรก็ตาม
ที่แยกออกไป ไม่ให้มีตัวตน
เหลืออยู่ที่ไหนนั้น
ควรจะถือว่า เป็น ก ข ก กา
ของพุทธศาสนาโดยแท้จริง
แต่แล้ว ก็มีคนเป็นอันมาก
ไม่ยอม แล้วยังกล่าวหาอาตมา
ว่า ท่านพุทธทาสนี้
สอนแหวกแนวบ้าๆ บอๆ
อย่างนี้เสมอ
อย่างนี้ก็ไม่โกรธ
และไม่ถือสาอะไร
ยังคงมุ่งหมาย
ที่จะพูดถ้อยคำ
ที่กระตุ้นเตือนใจ
ท่านทั้งหลาย ให้ขะมักเขม้น
เรียน ก ข ก กา
ประเภทนี้กันเสียที
เพราะมันอยู่ที่ ตรงนี้แหละ
ที่พุทธบริษัท
ยังทำเสียชื่อขายหน้า
ไม่สมกับ ที่เป็น พุทธบริษัท
ก็อยู่ที่ตรงนี้ พุทธบริษัท
ก็แปลว่า
ผู้รู้ตามพระพุทธเจ้า ฉะนั้น
ควรจะรู้เรื่อง ไม่มีตัว
ไม่มีตน ส่วนเรื่องของฆราวาส
นั้น ก็สอนไปในฐานะที่ว่า
มันเป็นเรื่องทั่วไป
ของคนซึ่งยังไม่มีอะไรแปลก
ยังไม่มีอะไรพิเศษ ออกไป
จากคนธรรมดา
นี้สรุปความว่า เรื่อง ก ข ก
กา นั้น ต้องแบ่งออกเป็น ๒
ฝ่าย ๒ ประเภท ๒ ระดับ
แล้วแต่จะเรียก
คือฝ่ายปรมัตถธรรม
นี้เป็นเรื่องจริง พูดเรื่อง
ความไม่มีตัวตน
และฝ่ายศีลธรรม
นี้เป็นเรื่องสมมติว่า
ให้มีตัวตน
และก็พูดไปตามสมควร
แก่ความรู้สึก ของบุคคล
ที่ยังไม่รู้สมมติแล้ว
ก็หลงว่ามีตัวมีตน.
ก ข ก กา ๑๔.ค/๓๘๑-๓๘๓