.......เรื่องของเทคโนโลยีทางด้านภาพที่ท่านควรรู้ และน่าทำความเข้าใจเพื่อใช้ในการเลือกซื้อและเลือกใช้งาน
>
.......ท่านรผู้อ่านครับ บทความนี้เราจะมาพูดถึง เทคโนโลยีของระบบภาพชนิดที่มีความคมชัดสูงทั้ง 5 แบบ คือ ที่เป็นจอภาพมองตรงแบบ CRT,CRT Projection, LCD Projection, Digital Light Processing และจอภาพแบบพลาสม่า
........แต่ละแบบนั้นมีหลักการทำงานเป็นอย่างไร และเหมาะสมกับการฉายจอขนาดใหญ่ โดยยังให้ภาพที่มีรายละเอียดความคมชัดสูงหรือไม่ สมรรถภาพ, ราคา และความสะดวกในการเซ็ตอัพใช้งานมีความลงตัวมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญอนาคตของมันจะเป็นไปในทิศทางใด
........ความใหญ่โตของภาพ, ความสว่าง, ความคมชัดสูงพร้อมด้วยความชัดลึกของสีดำ ความบริสุทธิ์ของสีขาว และสีสันที่สดใส สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้รับจากการดูภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์และเป็นสิ่งที่เราคาดหวังจากโรงภาพยนตร์ภายในบ้าน ความก้าวหน้าล่าสุดของระบบภาพภายในบ้างอย่าง เทคโนโลยีระบบ HDTV ได้เข้ามาช่วยพัฒนาระบบภาพ เมื่อเทียบกับระบบภาพมาตรฐานทั่ว ๆ ไปแล้ว HDTV สามารถพัฒนาคุณภาพในทุก ๆ ด้านของระบบภาพที่ดีได้
จอภาพแบบมองตรง (Direct-view CRT)
........หมายถึง จอภาพมองตรงแบบหลอดรังสีคาโทด (Cathode-Ray Tube,CRT) เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของโทรทัศน์และอาจมีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับ CRT ที่คุณทราบดีอยู่แล้วลักษณะของมันคล้าย ๆ หลอดแก้วใส ด้านหนึ่งเป็นหน้าจอซึ่งมีลักษณะแบนหรือเกือบจะแบน ในจอภาพ CRT แบบสี ด้านในของหน้าจอถูกเคลือบไว้ด้วยจุดเล็ก ๆ หรือแถบฟอสเฟอร์แนวตั้งสีน้ำเงิน เขียว และแดง ซึ่งจัดวางไว้เป็นกลุ่ม ๆ 3 กลุ่มด้วยกัน ในแต่ละกลุ่มจะมีองค์ประกอบของแต่ละสีจัดวางอยู่ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งของขวดแก้วคอหลอดมีรูปร่างคล้ายกระบอกฉีดยาและประกอบไปด้วย "ปืนยิงอิเล็กตรอน" 3 ชุด ในส่วนนี้จะทำหน้าที่ปล่อยลำแสดงอิเล็กตรอน 3 ลำ ไปยังจอภาพด้านหน้า เป็นแสงสีแดง เขียว และนำเงิน ของสัญญาณภาพที่ฉายออกไป ความเข้มแสงของแต่ละสีก็เป็นไปตามสัญญาณภาพ เมื่ออิเล็กตรอนที่ยิงออกไปกระทบผนังฟอสเฟอร์ที่เคลือบเอาไว้ที่ด้านในของหลอดแก้ว สารฟอสเฟอร์จะสว่างขึ้น และเพื่อเป็นการให้สีที่ถูกต้องของแต่ละลำแสงที่ยิงไปกระทบผนังฟอสเฟอร์ จะมีแผ่นโลหะเจาะรูหรือเจาะช่องเป็นทางยาวแนวตั้ง แผ่นโลหะนี้เรียกว่า Shadow mask, ในหลอดภาพ Trintron ของโซนี่ เรียก aperture grille เจ้าแผ่นโลหะนี้ถูกติดตั้งไว้ใกล้ ๆ กับด้านในของจอภาพด้านหน้า การสร้างภาพเป็นหน้าที่ของขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าที่ติดอยู่บริเวรคอของหลอดภาพทำหน้าที่หักเหลำแสงให้มาที่หน้าจอใน ทั้งแนวตั้งและแนวนอน กระบวนการนี้เรียกว่า raster scanning
........จอมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์นั่นละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าจอภาพ CRT แบบมองตรงสามารถให้ภาพที่มีความคมชัดสูงได้ สามารถซื้อหาได้ไม่ยาก ในขณะที่ภาพที่ได้ยังคงมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก อย่างไรก็ดีจอภาพ CRT มาตรฐานทั่ว ๆ ไปก็ยังทำให้ภาพมีขนาดใหญ่มาก ๆ ได้ยากและต้นทุนสูงอยู่พอสมควร โดยปกติแล้วปัญหาแรกของ CRT คือ รายละเอียดความคมชัดของภาพที่ต้องแลกกับความสว่างของภาพ เมื่อความสว่างของภาพมากขึ้น โดยการเพิ่มพลังงานของสำแสงอิเล็กตรอน ผลลัพธ์ที่ได้คือ จุดสว่างขนาดใหญ่บนหน้าจอ ซึ่งรายละเอียดความชัดย่อมลดลงไป ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเรื่องยาดลำบากในการที่จะออกแบบให้ได้ความสว่างสูง ๆ และได้รายละเอียดความคมชัดมาก ๆ ในเวลาเดียวกัน ปัญหาที่สองคือ เมื่อต้องการให้ค่าพารามิเตอร์อื่น ๆ เหมือนเดิม ขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นตัวหลอดภาพก็ต้องก็ลึกขึ้น ยาวขึ้นทำให้ตัวตู้โทรทัศน์ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วยและอาจจะไม่เหมาะกับการจัดวางภายในบ้าน แต่ถ้าออกแบบให้หลอดภาพสั้นลง มีขนาดความลึกน้อยลงด้วยการดีเฟล็กซ์ลำแสงเป็นมุมกว้างขึ้น รายละเอียดความคมชัดตรงบริเวณมุมจอจะหดหายไป นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นด้วยในการดีเฟล็กซ์ลำแสงเป็นมุมกว้างขึ้น เพราะอัตราการสแกนจะไปเท่ากับฟอร์แมตของ HDTV ซึ่งเทคนิคการแก้ปัญหานี้ก็เป็นการเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก
........เพราะเหตุนี้เองจอภาพมองตรงแบบความคมชัดสูงโดยมากจะมีขนาดจอไม่เกิน 40 นิ้ว (เส้นทแยงมุม) ทุกวันนี้จอภาพ 16:9 ขนาดใหญ่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 34 นิ้ว (พื้นที่จอที่มองภาพได้จริงๆไม่ใช่ขนาดที่ผู้ผลิตบอกมาครับ ซึ่งที่บอกมานั้นจะบอกมาเป็นขนาดของจอแก้วหรือหลอดภาพที่ใช้ ไม่ใช่พื้นที่ที่แสดงภาพครับ) กับฟอร์แมตของ HDTV นั้นจอมอนิเตอร์ความคมชัดสูงระดับโปรฯ บางเครื่องสามารถให้ความละเอียดได้ถึง 1080iแต่มันก็มีขนาดจอเล็กแค่ประมาณ 30 นิ้ว หรือเล็กกว่านี้ แถมยังมีราคาแพงลิบลิ่วทีเดียวเมื่อเทียบกับขนาดของจอ และก็นั่งห่างจอได้ไม่เกิน 4 ฟุตอีกด้วย แล้วคุณว่าภาพจากจอขนาดนี้ที่ระยะนั่งห่างจอได้ไม่เกิน 4 ฟุตอีกด้วย แล้วคุณว่าภาพจากจอขนาดนี้ที่ระยะนั่งห่างเท่านี้ คุณจะนำมันมาใช้ในโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการดูแบบเต็มๆตามั้ยละ
........ข้อจำกัดอื่น ๆ ของ CRT ก็อย่างเช่นความแม่นยำของสี เนื่องจากสีของ CRT เกิดขึ้นจากสารฉาบเคลือบฟอสเฟอร์ และสารฟอสเฟอร์ที่ใช้ในโทรทัศน์ทั่ว ๆ ไปก็ไม่ได้รับการพิถีพิถันคัดเลือกให้ได้สีสันออกมาถูกต้องมากนัก แต่จะไปพิจารณาที่ความสว่างมากกว่า สารฟอสเฟอร์ชนิดที่สามารถให้สีสันออกมาได้สมจริงอย่างที่ใช้ในจอมอนิเตอร์ฉายภาพนั้นก็มักจะให้ความสว่างได้น้อยเช่นกันซึ่งกรณีนี้ ระยะหลังนี้ทางผู้ผลิตหลายค่าย ได้มีการพัฒนากันอย่างจิงจังมากขึ้นได้ทั้งความสว่างและสีที่ถูกต้องมากขึ้น จะเห็นไ้ด้อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ จากค่าย toshiba ที่มีหลายยี่ห้อ HI--END นำหลอดภาพของเขาไปใช้งาน ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เอาเป็นว่าท่านใดอยากรู้สอบถามทางตัวแทนจำหน่ายเอาเองครับ
เครื่องฉายแบบ CRT (CRT Projection)
........เครื่องฉายแบบ CRT เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจากเทคโนโลยีของจอภาพ CRT แบบมองตรง เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณปี 1940 แต่ไม่เป็นที่นิยมในเชิงพาณิชน์เท่าไรนัก จนหระทั่งปี 1970 จึงได้รับความนิยมมากขึ้น ในวันนี้เครื่องฉายแบบ CRT เป็นที่นิยมใช้แทนจอภาพ CRT แบบมองตรงอย่างมากในระบบโฮมเธียเตอร์ เครื่องฉายภาพแบบ CRT จะประกอบไปด้วยหลอดรังสีคาโทดชนิดโมโนโครมเกรดพิเศษ 3 หลอด แผ่นหน้าของหลอดจะถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยฟอสเฟอร์ตลอดทั่วทั้งพื้นที่แทนที่จะฉาบเป็นจุดหรือเป็นแถบเหมือนในจอภาพ CRT แบบมองตรง ชั้นฟอสเฟอร์นี้ชั้นหนึ่งจะให้แสงสีแดง ส่วนอีกสองหลอดก็จะให้แสงสีเขียวและแสงสีน้ำเงิน หลอด CRT แต่ละหลอดจะมีปืนยิงอิเล็กตรอนเพียงอันเดียว สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสัญญาณภาพก็ได้รับการควบคุมการปล่อยสำแสงจากปืนอิเล็กตรอนในแต่ละหลอดโดยอิสระ นอกจากนั้นตัวหลอด CRT ยังมีเลนส์ขนาดใหญ่สำหรับขยายภาพไปฉายลงบนจอสกรีนติดอยู่ที่ตัวหลอด การติดตั้งหลอด CRT สองหลอดด้านนอกโดยมากมักจะเป็นหลอดที่ให้แสดงสีน้ำเงินและหลอดที่ให้แสงสีแดงว่าหันให้ยิงลำแสงเข้ามาตัดกับลำแสงจากหลอดสีเขียว เพื่อให้ภาพจากแต่ละหลอดถูกฉายลงไปบนจอสกรีนในตำแหน่งเดียวกัน การแก้ปัญหาความเพี้ยนที่เรียกว่า "keystone" ของสีแดงและสีน้ำเงินของภาพ (ความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในลักษณะของรูปทรง เช่น ฉายภาพสีเหลี่ยมผืนผ้าแต่ภาพที่ปรากฎกลับเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู) จะใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมเข้าไปในดีเฟล็กชั่นคอยล์เพื่อแก้ปัญหา และเมื่อหลอดภาพทั้งสามถูกปรับแต่งอย่างลงตัวแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ก็จะเป็นภาพที่มีสีสันคมชัด สดใส (ดูรูปที่ 1 ประกอบ)
.......เทคโนโลยีของเครื่องฉายแบบ CRT สามารถให้ภาพขนาดใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันก็ให้ความคมชัดได้สูงด้วย และสีสันก็แม่นยำกว่าจอภาพ CRT แบบมองตรง ขนาดภาพและรายละเอียดความคมชัดของเครื่องฉายจะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนความกว้างของ CRT, ขนาดของลอด CRT (5 นิ้ว, 7 นิ้ว, 8 นิ้ว หรือ 9 นิ้ว), วิธีการที่ใช้ในการโฟกัสภาพ (ด้วยวิธีแม่เหล็กไฟฟ้าหรือประจุไฟฟ้า) และขึ้นอยู่กับวิธีติดตั้งเลนส์เข้ากับหลอดภาพด้วยว่าเป็นแบบ liquid-coupled หรือ air-coupled โดยปกติแล้วตัวหลอด CRT ที่ใหญ่ขึ้นจะให้ความสว่างความคมชัดมากขึ้น ขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้น การปรับโฟกัสด้วยวิธีแม่เหล็กไฟฟ้าจะใช้คอยล์พิเศษติดอยู่กับส่วนคอของหลอด CRT เป็นตัวสร้างจุดที่มีขนาดเล็กได้มากกว่าวิะโฟกัสภาพด้วยประจุไฟฟ้า ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่า การติดตั้งเลนส์แบบ liquid-coupled จะใช้องเหลวใสเติมลงไปในที่ว่างระหว่างเลนส์กับหลอด CRT ซึ่งวิะนี้จะให้ภาพที่มีความชัดลึกของโทนสีดำได้ชัดเจนกว่าการติดตั้งเลนส์แบบ air-coupled (หมายเหตุ : โดยปกติแล้วหลอด CRT ที่ติดตั้งเลนส์แบบ air-coupled ก็มีการใช้ของเหลวเช่นกัน แต่ใช้เพียงแค่ระบายความร้อนให้กับหลอดเท่านั้นของเหลวที่ว่านี้จะติดอยู่กับตัวหลอด CRT เท่านั้นไม่ได้แตะอยู่กับเลนส์) ความแม่นยำของสีสันในเครื่องฉายแบบ CRT นั้นมีที่มาจากส่วนที่ใช้กรองแสงจากฟอสเฟอร์ซึ่งโดยมากมักจะใส่ (แดง เขียว หรือน้ำเงิน) ลงไปในของเหลวหล่อเย็นนี้กับจอภาพ CRT แบบมองตรงทั่ว ๆ ไปคือลดความแม่นยำของสีลงเพื่อเพิ่มความสว่าง
.......เครื่องฉายที่ใช้หลอด CRT ขนาด 9 นิ้ว ปรับโฟกัสด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้าจะสามารถให้รายละเอียดภาพขนาด 1080i ได้และอาจจะให้รายละเอียดภาพขนาด 1080p ได้ด้วยแต่ราคาแพงมาก ขนาดเครื่องก็ใหญ่โตและหนักมากด้วย เครื่องฉายที่มีราคาต่ำลงมาจะใช้หลอด CRT ขนาด 8 นิ้ว ปรับโฟกัสด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งสามารถให้ภาพได้ละเอียดถึง 720p แต่อาจจะให้รายละเอียดภาพได้ไม่เต็ม 1080i ส่วนเครื่องฉายแบบ graphics-grade และ data-grade จะใช้หลอด CRT ขนาด 7 นิ้ว ปรับโฟกัสด้วยระบบประจุไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องยากที่จะให้ความละเอียดได้ถึง 720p นอกเสียจากว่ามันจะถูกใช้งานที่ระดับความสว่างต่ำมาก ๆ (ภาพไม่เป็นธรรมชาติ) แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังให้คุณภาพของภาพออกมาในระดับที่น่าพอใจ ส่วนหลอด CRT ขนาด 5 นิ้ว ซึ่งนิยมใช้ในโทรทัศน์แบบฉายหลัง (rear-projection TVs,RPTVs) นั่นยังไม่สามารถให้คุณภาพได้ในระดับที่เรียกว่าความคมชัดสูงได้ ดังนั้นจึงไม่ถูกใช้ใน HDTV เครื่องไหน ๆ ในปัจจุบันนี้
สืบเนื่องจากความนิยมในเครื่องฉาย CRT มีเพิ่มมากขึ้นแต่ตัวมันเองกลับถูกจำกัดให้อยู่กับเทคโนโลยีที่ค่อนข้างจะย่ำอยู่กับที่ บางทีอาจเป็นเพราะว่ามันดูยุ่งยากในการปรับตั้งหลอดทั้งสามหลอดให้ทำงานสอดคล้องกันก็เป็นได้ ซึ่งตรงนี้เครื่องฉายบางเครื่องก็มีระบบปรับอัตโนมัติให้แตีส่วนมากแล้วจะเป็นระบบปรับแมนน่วลมากกว่าการปรับหลอดทั้งสามถ้าเป็นไปด้วยความไม่แม่นยำแล้วภาพที่ได้ก็จะขาดรายละเอียด สีสันที่ออกมาก็จะผิดเพี้ยนไป ถ้าเป็นระบบภาพทั่วไป ๆ ข้อตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังพอรับได้ แต่กับระบบภาพที่ต้องการความคมชัดสูงแล้วเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ การปรับแต่งชนิดแยกส่วนจะต้องกระทำแล้วทำการเมมโมรี่เก็บข้อมูลเอาไว้สำหรับการสแกนเครื่องฉายในแต่ละความถี่ และก็เป็นเรื่องยุ่งยากในโอกาสต่อๆ ไปอีกเช่นกัน เพราะหลอดทั้งสามเมื่อถูกปรับไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปมันก็เริ่มหลุดไปจากจุดที่ปรับ และเมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องมาปรับกันใหม่
.......ข้อจำกัดอื่น ๆ ของเครื่องฉายแบบ CRT ได้แก่ความแตกต่างของฟอสเฟอร์ที่ใช้ในแต่ละเครื่อง ฟอสเฟอร์ในเครื่องฉายจะถูกใช้งานอย่างหนักเพื่อฉายภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพที่ฉายออกไปก็ต้องใช้ความสว่างมากทำให้ความสว่างของหลอดเสื่อมเร็ว พื้นที่ที่ฉาบด้วยฟอสเฟอร์ในส่วนที่ถูกใช้งานอย่างหนักจะเสื่อมง่ายและรวดเร็วมากปัญหานี้จะเป็นปัญหาหาอย่างมากกับโฮมเธียเตอร์ที่ฉายภาพอัตราส่วน 4:3 ลงบนจออัตราส่วน 16:9 บ่อย ๆ บริเวณตรงกลางของภาพแบบไวด์สกรีนจะเป็นจุดสังเกตการเสื่อมของหลอด CRT ได้ง่ายมากว่าบริเวณริม ๆจอ
เครื่องฉายแบบ LCD (LCD Projection)
.......เทคโนโลยีของการแสดงผลแบบผลึกเหลว (Liquid-crystal display, LCD) นั้นถูกพัฒนามาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว เป็นที่นิยมใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าแบบแล็ปท็อปมาก นอกจากนั้นมันยังถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับเครื่องฉายอีกด้วย แผ่น LCD นั้นเป็นอีกหนึ่งของจอแสดงผลแบบ matrix ซึ่งภาพจะถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หลาย ๆ ส่วนมาประกอบด้วย พื้นที่แต่ละส่วนจะเรียดกว่า ฟิกเซล สำหรับการฉายภาพมีแผ่น LCD สองประเภทด้วยกันคือแบบส่งผ่าน (Transmissive) และแบบสะท้อนกลับ (Reflective) แบบส่งผ่านนั้นประกอบไปด้วยแผ่นเพลทแก้วบาง ๆ สองแผ่นวางขนานกันอยู่ชิดกันมาก ในช่องว่างระหว่างแผ่นเพลททั้งสองถูกแบ่งเป็นเซลล์เล็ก ๆ ซึ่งมีของเหลวที่มีคุณสมบัติเหมือนกับผลึกคริสตับแบบโซลิดสเตทบรรจุอยู่ ชุดของขั้วอิเล็กโทรดทั้งในแนวตั้งและแนวนอนถูกใช้เป็นที่บรรจุทรานซิสเตอร์ขนาดเล็ก ๆ ไว้เพื่อควบคุมแรงดันในแต่ละเซลล์ เมื่ออุปกรณ์นี้ถูกประกบด้วยแผ่นวัสดุซึ่งมีคุณสมบัติโพลาไรเซซั่นไว้ แรงดันที่ว่าก็จะเป็นตัวคอยควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปในพิกเซล (เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ลองถอดเลนส์แว่นกันแดดมาวางซ้อน ๆ กันจะเห็นได้ว่ายิ่งซ้อนกันมากชั้นความเข้มแสงของสิ่งที่มองเห็นก็จะลดลง วัตถุที่เป็นผลึกคริสตับเหลวก็จะมีหลักการทำงานคล้าย ๆ กัน) ส่วน LCD แบบสะท้อนกลับนั้นแผ่นเพลทแก้วบาง ๆ ด้านหนึ่งจะถูกแทนด้วยวัตถุสะท้อนแสง
.......สำหรับเครื่องฉายจะใช้แผ่น LCD จำนวน 3 แผ่น แต่ละแผ่นก็จะเป็นสีของแม่สีหลักแต่ละสี แสงสีขาวที่มาจากหลอดไปความสว่างสูง ๆ จะถูกปรับตั้งให้อยู่ในทิศทางที่เหมาะสมและทำการแยกออกเป็นสัญญาณแสงสีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงินโดยการใช้กระจกพิเศษแบบ dichroic (เป็นกระจกที่สะท้อนแสงเฉพาะบางสี ส่วนแสงสีอื่น ๆ ที่เหลือจะยอมให้ผ่านตัวมันไปได้ ซึ่งผลึกสารคริสตับแต่ละส่วนจะเป็นตัวกำหนดสีของแสดง แสงส่วนนี้จะผ่านเข้าไปในแผ่นผนังแต่ละส่วนจะเป็นตัวกำหนดสีของแสง แสงส่วนนี้จะผ่านเข้าในแผ่นผนังแต่ละส่วน (จะเป็นลักษณะของการสะท้อนกับผนังในกรณี LCD แบบสะท้อน) จากนั้นก็จะผ่านเข้ากระจก dichroic หรือแผ่นปริซึ่มเพื่อสร้างสัญญาณภาพออกมาสำหรับฉายออกไปบนจอสกรีนโดยผ่านเลนส์แบบองค์ประกอบรวมที่เป็นเลนส์เดี่ยว (ดูรูปที่ 2 ประกอบ)
.......จากคุณสมบัติหลาย ๆ ด้ายของเครื่องฉายแบบ LCD มันจึงเป็นที่นิยมใช้พรีเซ้นต์งานในเชิงธุรกิจมาก หรือแม้แต่นำมาใช้กับโฮมเธียเตอร์ได้อย่างน่าพึงพอใจ แผ่น LCD ของเครื่องฉาย LCD ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก มีขนาดเส้นทแยงมุมประมาณ 0.9 ถึง 1.8 นิ้ว จึงทำให้ตัวเครื่องฉายมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา เลนส์ที่เป็นแบบเลนส์เดี่ยวทำให้การปรับตั้งสามารถทำได้งโดยง่ายและเสถียรภาพของการปรับตั้งเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ ก็ดีกว่า คือโอกาสที่มันจะคลายเคลื่อนออกไปจากจุดที่ปรับตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรกเมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ จะน้อยกว่าเครื่องฉายแบบ CRT นอกจากนั้นการออกแบบให้ใช้เลนส์แบบเลนส์เดี่ยวยังเปิดโอกาสให้สามารถเปลึ่ยนเลนส์ได้ (โดยมากจะเป็นรุ่นสูง ๆ ) สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ความสว่างของเครื่องฉายแบบ LCD ก็ค่อนข้างสูงไม่เหมือนอย่างในเครื่องฉายแบบ CRT ความละเอียดและความสว่างของ LCD จะถูกแยกอิสระจากกันเนื่องจากตัวแผ่น LCD ไม่มีแสงในตัวเอง การเพิ่มความสว่างก็เพียงแต่ใช้หลอดไหให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น (DLP ก็เช่นกัน)
.......เครื่องฉายแบบ LCD มีปัญหาอยู่เพียงสองสามอย่างที่ทำให้มันไม่ใช่อุปกรณ์ในอุดมคติสำหรับโฮมเธียเตอร์ เหตุผลหนึ่งคือมันมักจะให้ความมืดของสีดำได้ไม่สนิทเท่าไรนัก เพราะเครื่องฉายแบบ LCD การให้ภาพที่เป็นสีดำคือการบล็อคแสงไม่ให้ผ่านเข้าไป (หรือสะท้อนเข้าไป) กับแผ่น LCD ซึ่งตรงนี้เองมันยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เพราะยังมีแสงบางส่วนเล็ดลอดผ่านออกไปได้ ปัญหาอีกอย่างคือความอ่อนไหวในการให้สีสันของภาพ ซึ่งช่วงรอยต่อในแต่ละส่วนของภาพมักจะมีอาการเปื้อนของสีเขียวหรือสีม่วงเล็กน้อย (เครื่องระดับทั่ว ๆ ไป) อาการที่ว่านี้อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาหรืออาจจะเกิดขึ้นเมื่อเปิดใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ทำให้แผ่น LCD เกิดโอเวอร์ฮีต เนื่องมาจากแสงที่ผ่านเข้าไป (หรือสะท้อนเข้าไป) ในแผ่น LCD การเกิดโอเวอร์ฮีตยังทำให้ตัวพิกเซลแต่ละส่วนเกิดความเสียหายได้พิกเซลส่วนที่ "ตายไป" หรือเกิดความเสียหายขึ้นจะให้สีและความสว่างผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงแต่อาจจะสังเกตเห็นได้ยากในการฉายภาพนิ่งสำหรับงานพรีเซ็นเตชั่น แต่จะสังเกตได้ชัดในการฉายภาพเคลื่อนไหว
.......ทุกวันนี้เครื่องฉาย LCD ที่ใช้ระบบส่งผ่านแสงเข้าไปในแผ่น LCD จะให้ความละเอียดได้ถึง 1280x1024 (ฟอร์แมตของ SXGA ) ส่วนเครื่องที่ให้ความละเอียดได้ต่ำก็จะมีความละเอียดอยู่ที่ 1024x768 (XGA) แต่ราคาก็จะต่ำลงมา ส่วนเครื่องฉาย LCD แบบสะท้อนแสงจะให้ความละเอียดไปได้ถึง 1365x1024 (ดีกว่าฟอร์แมต SXGA เล็กน้อย) แผ่น LCD ส่วนมากมักจะมีพิกเซลเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ และมีอัตราส่วนประมาณ 4:3 หรือ 5:4 และที่อัตราส่วน 16:9 ภาพที่ได้จะแสดงผลออกมาเป็นแถบคาดอยู่บนจอ ซึ่งโดยมาก็จำเป็นจะต้องแปลงขนาดภาพ เปลี่ยนจำนวนเส้นและจำนวนพิกเซลในแต่ละเส้นการแปลงขนาดภาพเป็นเรื่องยากที่จะทำออกมาให้ได้ดีโดยไมี่มีการจำลองภาพบางส่วนขึ้นมา สำหรับความละเอียดระดับ XGA, ภาพความละเอียดสูง หรือว่าความละเอียดระดับ 720p หรือ 1080i จะถูกลดความละเอียดลงมาเหลือเพียง 1024x576 พิกเซลเท่านั้น ส่วนในเครื่องที่ให้ความละเอียดในระดับ SXGA จะสามารถให้ภาพระดับ 720p ที่ความละเอียดสูงสุด (1280x720) โดยไม่ต้องแปลงขนาดภาพแต่ก็ยังมีการลดความละเอียดลงมาอยู่ที่ 1080i ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนต่าง ๆ ที่ช่วยตัดสินใจว่าจะใช้เครื่องฉายประเภทนี้ดีหรือไม่ แต่ก็มีบางเครื่องซึ่งให้ภาพออกมาในระดับดีเยี่ยม ฟอร์แมตของภาพระบบ interlaced อย่าง 1080i นั้นจะต้องผ่านกระบวนการ deinterlaced เสียก่อนก่อนที่จะฉายเป็นภาพกลับออกมา ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่ใช้วิธีการจำลองสัญญาภาพเลยอย่างที่บอกเอาไว้ กระบวนการแปลงขนาดภาพและ deinterlaced เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบฉายภาพที่เป็นจุด ๆ แบบ matrix ทั้งนั้นไม่เฉพาะ LCD
เครื่องฉายระบบประมวลผลทางแสงด้วยดิจิตัล (Digital Light Processing)
.......Digital Light Processing หรือ DLP นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เท็กซัส อินสตรูเมนท์ ผู้ผลิตชิพไอซีและชิพดีเอสพีชื่อดังเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาขึ้น อุปกรณ์ที่ผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์เพิ่งจะเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง พื้นฐานของระบบ DLP อยู่ที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า "กระจกดิจิตัลขนราดจิ๋ว" หรือ Digital Micromirror Device,DMD อีกตัวอย่างหนึ่งของระบบภาพแบบ matrix ซึ่งสร้างขึ้นจากพิกเซลเล็ก ๆ จำนวนมากในกรณีนี้แต่ละพิกเซลจะทำหน้าที่คล้าย ๆ กับกระจกอะลูมิเนียมขนาดเล็กขนาด 16x16 ไมโครอนในกล้องจุลทรรศน์ตัวกระจกที่ว่านี้จะถูกยึดติดไว้ด้วยบานพับเล็ก ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้มันสามารถหมุนไปได้ประมาณ 10 องศาทั้งในทิศทางทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา (ภาพแสดงไว้ในรูปที่ 3) การหมุนจะถูกควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภทหน่วยความจำขนาดเล็กที่ติดอยู่ใต้แผ่นกระจกด้วยประจุไฟฟ้าอุปกรณ์หน่วยความจำที่ว่าจะมีสถานะเพียง 2 สถานะเท่านั้นคือ 0 หรือ 1 ตัวแผ่นกระจกจะทำหน้าที่สะท้อนแสงได้เพียงทิศทางใดทิศทางหนึ่งเท่านั้น ทิศทางหนึ่งจะส่งผลให้ตัวพิกเซลสว่างเต็มที่ ส่วนอีกทางหนึ่งจะมืดสนิท เหตุนี้เอง DMD จึงเป็นอุปกรณ์ระบบภาพที่เป็นดิจิตัลล้วน ๆ แท้ ๆ ระดับโทนสีของสีเทาซึ่งอยู่ระหว่างมืดสนิทและสว่างที่สุดจะได้จากการพลิกแผ่นกระจกเล็ก ๆ นี้กลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้งในสัญญาณภาพหนึ่งเฟรมโดยใช้เทคนิคพัลส์วิดธ์มอดูเลชั่น มีการทำงานที่รวดเร็วมากจนตาเรามองไม่ทัน และความแตกต่างของช่วงเวลาระหว่างการเปิด-ปิดกระจกจะเป็นตัวกำหนดระดับโทนสีอ่อน-แก่ของสีเทาอีกที
.......เครื่องฉายแบบ DLP จะมีทั้งแบบที่ใช้ DMD หนึ่งหรือสามชุด เครื่องฉายที่มี DMD สามตัว แต่ละตัวจะมีสีเป็นแม่สีหลักสามสีคือ แดง เขียว น้ำเงิน ส่วนโครงสร้างระบบแสงจะคล้าย ๆ กับที่ใช้ในเครื่องฉาย LCD แบบสะท้อนแสง ส่วนเครื่องฉายแบบ DLP ชนิดที่มี DMD หนึ่งชุดจะสามารถสร้างภาพได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า field-sequential color เนื่องจากแผ่นกระจกเล็ก ๆ ใน DMD สามารถเปิดปิดได้รวดเร็วมาก ข้อมูลสัญญาณแม่สีหลักทั้งสามสีก็จะแสดงออกมาเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกันและภาพที่ออกมาก็จะเห็นเป็นภาพที่สมบูรณ์ครบด้วน ส่วนเครื่องฉายแบบที่ใช้DMD 2 ชุด จะใช้ชุดหนึ่งสำหรับสร้างสัญญาณภาพสีน้ำเงินและเขียว ส่วนอีกชุดหนึ่งจะใช้สร้างสัญญาณสีแดง
.......ส่วนที่เหมือนกับเครื่องฉายแบบ LCD ก็คือตัว DMD ขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 1 นิ้ว) ทำให้เครื่องฉายแบบ DLP สามารถออกแบบให้มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบาได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ใช้ DMD เพียงชุดเดียวแล้วด้วย นอกจากนั้นมันยังสะดวกสบายและสามารถปรับตั้งได้ง่าย อีกทั้งยังมีความมั่นคงไม่คลาดเคลื่อนตามวันเวลาไปได้ง่าย ๆ นอกจากข้อดีที่ว่ามาทั้งหาดนี้ในกรณีของเครื่องฉายที่ใช้ DMD เดียวยังสามารถให้ภาพออกมาในระดับที่เรียกว่ายอดเยี่ยม เนื่องมาจากสัญญาณแม่สีภาพทั้งสามสีนั้นถูกสร้างออกมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน
.......ความเป็นธรรมชาติของ DMD นั้นให้ข้อดีได้หลายอย่างเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ระบบภาพอื่น ๆ เพราะมันคือดีจิตัล ระดับโทนสีเท่าและการให้สีของมันไม่ถูกรบกวนจากอุณหภูมิหรือการเปลี่ยนแปลงองแรงดันไฟฟ้า ทำให้ภาพที่ได้ออกมามีคุณภาพและความมั่นคงดีมากและจากโครงสร้างของกระจกขนาดเล็กยังมีผลให้ช่องว่างของแต่ละพิกเซลแคบลงเมื่อเทียบกับโครงสร้างของ LCD ส่งผลให้ภาพ "ไม่มีตะเข็บรอยต่อของภาพ" และมีประสิทธิภาพความสว่างสูง ข้อดีอื่น ๆ ของ DMD คือความสามารถในการฉายภาพที่ไม่มีการกะพริบของภาพเลยแม้ว่าอัตราการรีเฟรชของภาพจะต่ำแค่เพียง 24 Hz เท่านั้น สิ่งนี้เอกทำให้เทคโนโลยี DLP สามารถให้เฟรมเรทของภาพในระดับที่ใกล้เคียงกับฟิล์มต้นฉบับ ไม่เกิดความเพี้ยนเนื่องจากกระบวนการแปลงเฟรมเรท
.......แต่ไม่ว่าข้อดีของมันจะมีมากเพียงใด DLP ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน เครื่องฉายที่ใช้ DMD 3 ชุด สามารถให้ภาพออกมาได้ยอดเยี่ยมก็จริงแต่ราคาของมันก็ยังไม่เหมาะสมกับการใช้งานในโฮมเธียเตอร์ ด้วยระบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนนั้นต้องอาศัยฟอร์แมตข้อมูลสัญญาณภาพที่ผ่านกระบวนการพัลส์วิดธ์มอดูเลชั่นอันเป็นมูลเหตุแห่งราคาค่าตัวของมัน เครื่องฉายที่ใช้ DMD ชุดเดียวราคาจะย่อมเยามากขึ้นแต่ภาพบางส่วนอาจจะดูเหมือนถูกจำลองขึ้นมาบ้าง ซึ่งบางทีอาจจะสังเกตเห็นได้จากความเพี้ยนในขณะที่ภาพมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนลำดับการแสดงสีแดง เขียวและน้ำเงิน ความเพี้ยนอื่น ๆ ก็อย่างเช่นการเกิด posterization ในส่วนพื้นที่ส่วนมืดของภาพทำให้ความเนียนละเอียดในการไล่สีโทนสีเทาดำเพี้ยนไป ตลอดมาก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้แต่ก็ไม่สามารถกำจัดไปได้เพียงแต่ลดลงไปได้บ้างเท่านั้น
.......ในปัจจุบันนี้ความละเอียดของภาพในระดับ 1024x768 พิกเซล (XGA) เป็นความละเอียดของเครื่องฉายแบบ DLP ที่ออกแบบมาสำหรับโฮมเธียเตอร์ ทั้งในเครื่องฉายแบบที่ใช้ DMD 1 ชุด หรือ 3 ชุด การแปลขนาด (resizing) และการ deinterlaced สำหรับภาพที่มีความละเอียดสูงที่ยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเครื่องฉายแบบ DLP ไม่แตกต่างไปจากเครื่องฉายแบบ LCD
เครื่องฉายแบบฉายด้านหน้ากับเครื่องฉายแบบฉายด้านหลัง
.......เครื่องฉายปกติแล้วสามารถสร้างภาพได้สองวิธีคือ ฉายจากด้านหน้าลงไปบนจอสกรีนสะท้อนแสง วิธีที่สองคือฉายจากด้านหลังจอสกรีนให้แสงทะลุผ่านจอมายังผู้ชด ซึ่งวิธีฉายภาพทั้งสองแบบนี้สามารถใช้ได้กับเทคโนโลยีเครื่องฉายทุก ๆ แบบไม่ว่าจะเป็น CRT, LCD หรือ DLP
.......ระบบฉายภาพจากด้านหน้าปกติแล้วจะให้ขนาดภาพได้ใหญ่กว่าและมีมุมมองจอภาพได้กว้างกว่าระบบฉายจากด้านหลัง เพราะว่าตัวจอสรีนและเครื่องฉายถูกแยกออกจากกันโดยอิสระ นอกจากนั้นระบบฉายด้านหน้ายังเปิดโอกาสให้สามารถติดตั้งจอสรีนได้ชิดกับปนังมากว่า หรืออาจจะติดเข้ากับผนังไปเลยก็ได้ ส่วนตัวเครื่องฉายก็ติดตั้งเอาไว้บนเพดานได้ไม่เกะกะทางเดิน ส่วนข้อด้วยของมันคือมันค่อนข้างจะไวกับแสงรอบ ๆ ข้างมากพอสมควร แสงภายนอกเพียงเล็กน้อยที่เล็ดลอดเข้ามาเลียจอก็สามารถทำให้คอนทราสต์ของภาพเสียงไปได้ อีกวิธีหนึ่งแบบฉายหลังไม่ต้องห่วงเรื่องแสงที่เข้ามารบกวนจากด้านหน้า แต่แสงที่เข้ามากวนจากด้านหลังจอสกรีนก็ยังทำให้ภาพผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน ดังนั้นเครื่องฉายทั้งสองแบบจำเป็นที่จะต้องทำให้แสงรอบข้างมีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เครื่องฉายแบบฉายหลังถ้าจะออกแบบให้ตัวเครื่องไม่ลึกมาก จำเป็นต้องใช้วิะฉายสะท้อนกระจกก็จะช่วยให้ตัวเครื่องไม่ลึกมากนักอย่างโทรทัศน์ที่เป็นแบบฉายหลัง Rear Projector TV ที่เห็นทั่ว ๆ ไปก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน และถึงแม้ว่าเครื่องฉายแบบฉายหลังจะออกแบบให้สามารถรวมชิ้นเคลื่อนย้ายได้แต่มันก็ต้องการพื้นที่ติดตั้ง และจัดวางมากกว่าเครื่องฉายแบบฉายด้านหน้า
จอภาพแบบพลาสม่า (Plasma-Display panel)
.......จอภาพแบบพลาสท่านี้สามารถทำในสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องการได้อย่างเช่น จอแบนและบางสามารถใช้เป็นโทรทัศน์แบบแขวนบนผนังได้ PDP หรือ Plasma-Display Panel เป็นจอภาพ matrix แบบมองตรงประกอบไปด้วยแผ่นแก้วสองแผ่นวางอยู่ชิดกันมาก ๆ ห่างกันไม่กี่มิลลิเมตร ในช่องว่างระหว่างแผ่นทั้งสองนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นเซลล์เล็กแยกไว้ด้วยชั้นผนังที่เป็นก๊าซ เซลล์ทั้งหมดจะมีตำแหน่งที่แน่นอนโดยใช้ขั้วไฟฟ้าทั้งในแนวตั้งและแนวนอนควบคุม จอภาพพลาสม่าแบบจอสีแต่ละพิกเซลจะมาจาก 3 เซลล์ย่อยคือแดง เขียว น้ำเงิน (ดูภาพที่ 4 ประกอบ) เซลล์พวกนี้จะทำหน้าที่คล้ายกับหลอดฟลูออเรสเซ้นต์ เพราะแต่ละเซลล์จะบรรจุไว้ด้วยของผสมระหว่างก๊าซซีนอนและก๊าซเฉื่อยอื่น ๆ แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับเซลล์จะทำปฏิกิริยาไอออไนซ์กับก๊าซ (ในบทความนี้เราจะเรียกว่า พลาสม่า) ภายในเซลล์ ทำให้ก๊าซนี้ปล่อยแสงอุลตร้าไวโอเลตออกมา คล้ายกับกรณีของหลอดภาพแบบ CRT ที่ฟอสเฟอร์ภาพในได้รับพลังงานจนสามารถเปล่งแสงออกมาได้
.......คุณสมบัติที่น่าสนใจอื่น ๆ ของ PDP คือความแบนบางของมันความหนารวมทุก ๆ ส่วนของมันแล้วไม่ว่าจะเป็นจอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และตัวถึง โดยปกติจะไม่เกิน 6 นิ้ว และจริง ๆ แล้วแผ่นจอมันก็หนาแค่เพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้นความหนาของน้ำหนักของ POP ก็ยังเบากว่าจอภาพแบบ CRT มาก และความเป็นจอแบนของมันก็ช่วยให้ภาพที่ได้มีสัดส่วนสมจริง
.......ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน PDP ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรในโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความคมชัดสูง ๆ ประการแรกคือ จอภาพแบบ PDP ที่มีขนาดเส้นทะแยงมุมของจอเกินกว่า 40 นิ้วขึ้นไป มีราคาแรงมากและแพงมาก ๆ เมื่อเทียบกันเป็นนิ้วต่อนิ้วกับระบบภาพแบบอื่น ๆ ในบทความนี้ ประการที่สองคือขนาดจอและความละเอียดของจอแบบ PDP ขนาดใหญ่ ๆ ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ยังถูกจำกัดอยู่จอขนาด 42 นิ้วจะให้ความละเอียดได้เพียง 852x480 พิกเซล และที่จอขนาด 50 นิ้วจะให้ความละเอียดได้ 1280x768 พิกเซล ซึ่งทั้งสองขนาดเป็นจอแบบ 16:9 แบบแรก ( 42 นิ้ว) ยังไม่ผ่านคุณภาพระดับที่ยอมรับได้ แบบที่สอง (50 นิ้ว) เพียงพอที่จะให้ภาพได้ถึง 720pแต่ต้องมีการแปลงขนาดในแนวตั้งของภาพตั้งของภาพเล็กน้อยเพราะว่าตัวพิกเซลไม่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงนี้เองอาจจะทำให้เกิดความเพี้ยนขึ้นมาได้ ถ้าทำได้ไม่ดีพอ นอกจากนั้นจอภาพแบบ PDP ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาด้านสมรรถนะโดยทั่วไปแล้วมันมักจะมีข้อด้วยในการไล่ระดับสีอ่อน-แก่ของสีดำ แต่อย่างไรก็ตามมันยังอาจจะพัฒนาขึ้นไปได้อีกเรื่อย ๆ ต้องติดตามดู
........คุณลักษณะทั่วไปของผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้ภาพได้ในระดับความคมชัดสูงหรือใกล้เคียงที่มีจำหน่ายในท้องตลาด
| คุณลักษณะ |
จอภาพ CRT แบบ
มองตรงทั่ว ๆ ไป
|
เครื่องฉาย
แบบ CRT
|
เครื่องฉาย
แบบ LCD
|
DLP |
จอภาพแบบ
พลาสม่า
|
| ขนาดภาพ (กว้าง) |
24-30 นิ้ว |
ฉายด้านหน้า :
67-110 นิ้ว
ฉายด้านหลัง:
42-64 นิ้ว
|
67-144 นิ้ว |
67-144 นิ้ว |
43.5 นิ้ว
(50 นิ้ว)
|
| อัตราส่วนจอภาพ
ความจำเป็นในการ
แปลงขนาดภาพ
|
16:9
ไม่จำเป็น
|
ไม่แน่นอน
ไม่จำเป็น
|
5:4, 4:3
จำเป็น
|
4:3
จำเป็น
|
16:9
จำเป็น
|
| ความละเอียด1
ที่อัตราส่วน 16:9
|
640 เส้นทีวี
(ปกติ)
|
หลอด 7 นิ้ว : 640
เส้นทีวี
หลอด 8 นิ้ว : 750
เส้นทีวี
หลอด 9 นิ้ว : 1000
เส้นทีวี
|
1024 x 768 : 576
เส้นทีวี
1365 x 1024 : 768
เส้นทีวี
|
1024 x 768 : 576
เส้นทีวี
|
1280 x 768 : 720
เส้นทีวี
|
| ความสว่าง2
ที่อึราส่วน 16:9
|
30-50 ฟุต-แลมเบิร์ต (ที่ความ
สว่างสูงสุด)
|
150-400 ลูเมนส์
(มาตรฐาน ANSI)
|
450-1600 ลูเมนส์
(มาตรฐาน ANSI)
|
450-1800 ลูเมนส์
(มาตรฐาน ANSI)
|
100 ฟุต-แลมเบิร์ต (ที่ความ
สว่างสูงสุด)
|
| การไล่ระดับสีของสีดำ
|
ยอดเยี่ยม |
ยอดเยี่ยม |
แย่ |
ดี |
แย่ |
| ความแม่นยำใน
การให้สี
|
ดี |
พอใช้ ถึง
ยอดเยี่ยม
|
แย่ ถึง ดี |
ยอดเยี่ยม |
พอใช้ |
| ความสมส่วน
ของภาพ
|
แย่ ถึง ดี |
ดี |
ยอดเยี่ยม |
ยอดเยี่ยม |
เพอร์เฟ็กท์ |
| เสียงรบกวน |
ไม่มี |
อยู่ในระดับที่ดี |
แย่ ถึง ดี |
แย่ ถึง ดี |
ไม่มี |
| ราคา |
$ 4,000-9,000 |
$6,000-45,000 |
$9,000-70,000 |
$10,000-76,000 |
$22,000 |
......หมายเหตุ 1 : TVL, TV Line หรือเส้นทีวี คือมาตรฐานของการวัดความละเอียดของภาพในแนวนอน ความละเอียดของภาพในแนวนอนคือ จำนวนเส้นทั้งหมดที่กวาดขึ้น-ลงในแนวนอน
......หมายเหตุ 2 : ความสว่างของจอภาพ CRT แบบมองตรงจะมีหน่วยเป็นฟุต-แลมเบิร์ต ส่วนความสว่างที่เครื่องฉายสามารถฉายได้จะมีหน่วยเป็นลูเมนส์ตามมาตรฐาน ANSI เป็นหน่วยที่ใช้แทนค่าความสว่างของภาพ ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนไปได้ตามขนาดและเกนของจอสกรีน สำหรับเครื่องฉายทั่ว ๆ ไป ค่าความสว่างนี้อย่างน้อยจะเท่ากับ 10 ฟุต-แลมเบิร์ตที่ความสว่างสูงสุด
อนาคตของเทคโนโลยีระบบภาพ
.......มีคำถามว่าเทคโนโลยีจอภาพที่นำเสนอไปทั้งหมดนี้จะมีอนาคตเป็นอย่างไร HDTY สุดยอดของระบบภาพในอนาคตมากถึง ? จากการคาดการณ์ของโรงงานผู้ผลิตทั้งหลายมีความเห็นดังนี้ จอภาพ CRT แบบมองตรงจะยังคงไม่ล้มหายตายจากไปไหนแน่นอนทั้ง ๆ ที่คุณภาพของมันเทียบกับ HDTV ไม่ได้เลยสัดนิด แต่ราคาของมันก็ถูกมาก ๆ จนทำให้ตัวมันอยู่ได้ มันยังคงเหมาะสำหรับผู้ที่ยอมรับได้กับภาพในระดับที่เป็นรองระบบภาพความคมชัดสูงแบบดิจิตัล แต่ก็มีการคาดการณ์ไว้ว่าในที่สุดแล้ว จอภาพ flat panel อย่างจอภาพแบบพลาสม่าขนาดตั้งแต่ 42 ถึง 60 นิ้วจะมีราคาต่ำลงมาจนพอที่จะซื้อหามาให้แทนจอภาพ CRT แบบมองตรงขนาดใหญ่ ๆ ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ใหม่เอี่ยอ่องกว่าอย่าง plasma-addressed liquid-crystal (PALC) ซึ่งมีข้อดีบางประการดีกว่าจอภาพแบบพลาสม่าธรรมดาอาจจะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ผู้ซื้อเห็นข้อดีที่เหนือกว่าจอภาพ HDTV แบบมองตรงได้ในสภาวะการใช้งานเป็นระยะเวลานาน ๆ แต่ขณะนี้จอภาพ PALC ขนาดใหญ่ยังไม่มีจำหน่ายในเชิงภาพณิชย์เพียงแค่มีตัวต้นแบบออกมาให้เห็นเท่านั้น
.......เทคโนโลยีของเครื่องฉายคาดว่ายังคงเป็นที่ต้องการของู้ที่ถวิลหาจอภาพขนาดใหญ่กว่า 60 นิ้วขึ้นไป เครื่องฉายแบบ CRT ก็ยังครอบครองความโดดเด่นในตลาดได้มากกว่า HDTV ซึ่งเปรีบเสมือนทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดาอยู่เลย แต่มันก็อาจจะหลีกความแรงของเครื่องฉายแบบ LCD และ DLP ระบบภาพที่สามารถให้ภาพได้ถึง 2048 พิกเซลต่อเส้นนั้นจะเยี่ยมยอดมากสำหรับฟอร์แมตความละเอียดสูง ๆ อย่าง 1080 เส้นไปไม่พ้น ซึ่งทั้งสองได้ถูกสาธิตให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ไปแล้วแต่คงยังอีกหลายปีกว่าที่มันจะถูกผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชน์ได้ และมีราคาถูกลงมาจนสามารถซื้อหาได้ไม่ยาก
.......จะมีเทคโนโลยีอะไรไหมที่โดดเด่นกว่า HDTV? มันยังเร็วเกินไปที่จะบอกอะไรได้ตอนนี้ อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังทดลองกันอยู่ก็ได้ แต่เชื่อเถอะว่าทุก ๆ เทคโนโลยีจะมีนิยามที่เหมือนกันว่าภาพที่ได้จะต้องใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น และคมชัดมากขึ้น
HOME