สืบ : มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แม้ว่าส่วนของป่าที่ต่อเนื่องกัน
เป็นผืนใหญ่จะยังคงเป็นป่าธรรมชาติอยู่ ยังสามารถทำให้เกิดความสมดุล
ในแง่ของการควบคุมปริมาณน้ำฝน ปริมาณความชื้นอะไรต่างๆ
ทางภาคใต้อาจจะมีปริมาณ ฝนตกมากเหมือนเดิม แต่การที่ฝนตกลงมา
โดยที่ป่าไม้ถูกทำลายไป น้ำที่ตกลงมาก็จะไม่มีป่าไม้ ที่จะรองรับโอบอุ้มน้ำไว้
น้ำจะไหลลงมาหมด ไม่มีตัวที่จะคอยซับความชุ่มชื้น แล้วค่อยทยอยปล่อยออกมา
ได้ตลอดทั้งปีเหมือนที่เคย เราก็อาจจะได้รับความแห้งแล้ง
ในฤดูที่ไม่มีฝน ถึงแม้ว่าภาคใต้ จะเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์
สักเท่าไรก็ตาม
อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อน้ำฝนตกลงมาเท่าเดิม แต่ว่าเขื่อนที่กักน้ำไว้
ก็จะเก็บน้ำได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องปล่อยลงทะเลไป
หลังจากนั้นก็จะไม่มีน้ำสำรองให้อีก น้ำที่กักเก็บได้คือ
น้ำที่ต้องใช้ไปตลอดทั้งปี
ในแง่ของสัตว์ป่า ผมคิดว่าการสร้างเป็นเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำทำให้เกิด
การตัดขาดของประชากร เพราะเมื่อก่อนเคยเชื่อมกันด้วยคลอง
หลังจากสร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว สัตว์จะข้ามไปมาไม่ได้
โดยเฉพาะกิจกรรมของมนุษย์ ที่เข้าไปใช้อ่างเก็บน้ำ จะเป็นตัวบีบไม่ให้สัตว์ออกมา
แล้วมันก็ออกไปไหนไม่ได้ มันจะออกนอกเหนือจากป่าก็ไม่ได้
เพราะว่าข้างนอกเป็นถิ่นที่มีราษฎรอยู่ ฉะนั้นมันจะถูกจำกัด
ให้มีประชากรลดลง ตามขนาดพื้นที่ที่ลดมา มีผลมากในแง่การดำรงเผ่าพันธุ์
และอาจทำให้กลุ่มประชากรที่เหลืออ่อนแอ โอกาสที่จะสูญพันธุ์จากโรคระบาด
หรือการลดของประชากร อย่างทันทีทันใดก็มีมากขึ้น
อย่างกรณีป่าถูกทำลาย ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถูกทำลาย
ประชากรของสัตว์ได้ลดจำนวนลง ถึงขนาดที่บางชนิด ใกล้ที่จะสูญพันธุ์
เนื่องจากเราไม่สามารถรักษา ป่าดั่งเดิมตามธรรมชาติ
ของสัตว์ชนิดนั้นๆไว้ได้
ในแง่ของการอนุรักษ์ คือ การที่เราช่วยเหลือไม่ให้มันสูญพันธุ์
การทำให้มันมีประชากรเพิ่มขึ้น จะเป็นในกรงเลี้ยงหรืออะไรก็ตาม
ถ้าเรไม่สามารถปล่อยมันคืนไป ในป่าธรรมชาติ ให้มันปรับตัวแล้วเพิ่มประชากร
โดยตัวของมันเองได้นั่น ไม่ถือว่าเป็นการอนุรักษ์
แล้วพันธุ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันมีวิวัฒนาการ
ปรับตัวให้อยู่ได้ในสภาพธรรมชาติ แต่ถ้าเราเอามันออกมา
ทำห้มันมีประชากรเพิ่มขึ้น แต่พันธุ์ไม่ได้รับการพัฒนา
สัตว์ที่ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่เล็กๆ มันก็จะผสมพันธุ์กันเอง
ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะด้อยเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะสูญพันธุ์ก็ง่ายขึ้น