Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!

นโยบายพัฒนาสาธารณสุขประชากร

การกำหนดนโยบาย หรือการตั้งเป้าหมายการพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในอดีตนั้น รัฐได้มีโอกาสหรือมีส่วนในด้านการพัฒนาสาธารณสุขน้อยมาก รัฐจะให้บริการในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ และดำเนินการแบบตั้งรับในด้านการเยียวยารักษา หรือป้องกันโรค นโยบายด้านสาธารณสุขเรื่มปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1

นโยบายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือสาขาใดๆที่มุ่งไปสู่เป้าหมายรวมของสังคม ฉะนั้นการได้รับรู้พัฒนาการของนโยบาย จะช่วยให้เข้าใจทิศทางที่ผ่านมา และแนวทางที่จะนำไปสู่อนาคต

แผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2

แผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 1 แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ได้มีการจัดแนวทางพัฒนาสาธารณสุขในการปรับปรุงและขยายขอบข่ายการรักษาพยาบาล โดยการสร้างหรือขยายโรงพยาบาล ปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ในการแพทย์ สำหรับระยะที่สอง มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาสาธารณสุขในชนบท โดยเน้นการควบคุมโรคติดต่อ และดำเนินการจัดตั้งสถานีอนามัยในชนบทที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประเภทต่างๆ เพื่อขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

เป้าหมายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 2 ยังคงรักษาแนวนโยบายของแผนเดิมอยู่ ในการขยายบริการสาธารณสุขในชนบท โดยเร่งเพิ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และปรับปรุงสถานบริการเดิม และเน้นการบริการแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก โดยสรุปนโยบายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 มีดังนี้

ก)เร่งขยายบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ มุ่งให้บริการแก่ประชาชนในชนบทที่ห่างไกล และมีการคมนาคมไม่สะดวก

ข)ขยายและปรับปรุงบริการการแพทย์ทั้งด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อสนองความต้องการของประชาชน โดยจัดให้มีแผนการจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของการรักษาพยาบาลแก่บุคคลากรจากสาธารณสุขประเภทต่างๆ

    1. สนับสนุนการศึกษาวิจัยในด้านการแพทย์และสาธารณสุข

เป้าหมายการผลิตบุคลากรสาธารณสุขในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 คือ จะผลิตแพทย์จำนวน 4,100 คน พยาบาล 11,880 คน ผดุงครรภ์ 1,400 คน ผู้ช่วยพยาบาล 3,200 คน ให้มีการจัดสร้างโรงพยาบาลให้มีจำนวนเตียงเป็น 15,400 เตียง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และสำนักงานผดุงครรภ์เท่ากับ 217,882 และ 1,403 แห่งตามลำดับ สำหรับแผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 2 มีเป้าหมายในการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ และสถานบริการสาธารณสุขดังนี้คือ แพทย์ 1,344 คน พยาบาล 3,830 คน ผดุงครรภ์ 1,810 คน จำนวนเตียงในโรงพยาบาล 4,900 เตียง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และสำนักงานผดุงครรภ์ เท่ากับ 50 ,750 และ1,425 แห่งตามลำดับ

การประเมินผล เมื่อปลายแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 ปรากฏผลการดำเนินการดังนี้

    1. การส่งเสริมสุขภาพและขยายบริการสาธารณสุข

ได้มีการก่อสร้าง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง 290 แห่ง สถานีอนามัยชั้นสอง 1,930 แห่ง และสำนักงานผดุงครรภ์ 2,003 แห่ง

งานด้านปรับปรุงสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมมีการปรับปรุงแหล่งน้ำใน 23,800หมู่บ้านและสร้างถังเก็บน้ำสะอาดในโรงเรียน 4,370 แห่ง ได้เริ่มโครงการโภชนาการชนบท ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขยายขอบข่ายไปในภาคอื่นๆ รวมแล้ว 219 จังหวัด โครงการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อได้ประสบผลสำเร็จในการควบคุม โรคกาฬโรค ฝีดาษ และอหิวาต์ สำหรับวัณโรคปอดได้มีการขยายการป้องกันโรคไปในเขตชนบท ได้แก่ การตรวจเพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และการให้ บีซีจี วัคซีน

ข)การขยายและปรับปรุงบริการทางการแพทย์

อัตราส่วนแพทย์ พยาบาล และเตียงในโรงพยาบาล มีจำนวนเพิ่มขึ้น

ค)การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข

เมื่อสิ้นแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 ได้มีการประมาณการว่า สามารถผลิตแพทย์ได้ ปีละ 360 คน สำหรับพยาบาลนั้น มีการผลิตในโรงพยาบาล 7 แห่ง ในเครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุข และจากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน มีจำนวนประมาณ 4,750 คน ผลิตผู้ช่วยพยาบาลได้ประมาณ 2,000คน

การผลิตบุคคลากรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะได้เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คน

ง) ผลงานศึกษาด้านการวิจัย

ได้มีการวิจัยในเรื่องของไวรัสที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดต่อ การศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพร การศึกษาเพื่อควบคุมมาตรฐานยา ในระหว่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่2 ได้มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคตามโรงพยาบาลจังหวัด 40 แห่ง

จ)งบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านสาธารณสุข

ในระยะแรกของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 นั้น ได้จัดงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านสาธารณสุขเป็นจำนวน 202 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.6 ของงบประมาณ ส่วนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ระยะที่ 2 นั้น รัฐได้ตั้งงบประมาณเพื่อพัฒนาด้านสาธารณสุขไว้ 974 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.9 ของงบประมาณ

โดยสรุปแล้ว งบประมาณด้านพัฒนาสาธารณสุข แผนฉบับที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 4.8 ของงบประมาณของประเทศ เพิ่มเป็นร้อยละ 5.7 ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 มีมูลค่า 3,558.43 ล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 90 เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบริการในชนบท โดยมีประมาณการไว้ดังนี้

การป้องกันโรค 1,855.83 ล้านบาท หรือ 55%

การรักษาพยาบาล 1,528.77 “ หรือ 43%

การฝึกอบรมบุคลากร 103.66 “ หรือ 2.7%

การศึกษาวิจัย 70.17 “ หรือ 0.3 %

มีเงินสนับสนุนด้านการพัฒนาสาธารณสุขจากต่างประเทศ ซึ่งได้ใช้จ่ายไปในโครงการป้องกันโรค และการบริการสาธารณสุข เป็นจำนวน 191.97 ล้านบาท

นโยบายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 3

แนวนโยบาย

นโยบายของแผนพัฒนาฉบับนี้ ระบุไว้ให้มีการพัฒนาในเรื่องต่อไปนี้

ก. อนามัยแม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว การควบคุมปราบปรามโรคติดต่อ การปรับปรุงและขยายบริการทางการแพทย์

    1. พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ผสมผสานบริการการสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
    2. จิตเวชและสุขภาพจิตในชุมชน
    3. การมีส่วนร่วมของชุมชน

มาตรการพัฒนาสาธารณสุข

    1. การอนามัยแม่และเด็ก และการวางแผนครอบครัว

-ให้บริการตรวจครรภ์ การคลอด และหลังคลอด รวมทั้งการให้บริการป้องกันโรค และให้สุขศึกษา เพื่อสุขภาพของทารก เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กในวัยเรียน

- โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ มีเป้าหมายให้บริการเป็นหลักแก่ผู้มีรายได้น้อย และจะทำให้อัตราการเกิดลดลงร้อยละ0.5 ต่อปี ในระหว่าง 5 ปีของแผนนี้

- โครงการโภชนาการ สนับสนุนให้มีการผลิต บริโภค อาหารที่มีโปรตีนสูง แต่ราคาต่ำ จัดตั้งศูนย์โภชนาการเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในวัยเรียนในชนบท จัดให้มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในวัยเรียน ควบคุมไม่ให้เกิดภาวะทุโภชนาการทุกประเภท รวม ถึงการบรรเทา หรือ ขจัดโรคคอหอยพอก

ข)การควบคุมและกำจัดโรคติดต่อ

สำหรับโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้ สมควรจะกำจัดให้หมดไป สำหรับโรคติดต่อที่ยังไม่มีวิธีรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรจะทำให้อัตราตายของโรคลดลง หรือสามารถควบคุมการเกิดโรคได้

ประยุกต์ให้ใช้วิธีการระบาดวิทยา และส่งเสริมการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ค) ส่งเสริมและขยายงานบริการการแพทย์

ปรับปรุงสถานบริการโดยเพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาล ดังมีเป้าหมายระหว่างแผนดังนี้

ง) พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม

ปรับปรุงสภาวะสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ อาหาร น้ำ อากาศ รวมถึงการป้องกันมลภาวะจากสารเคมีและรังสี

จ) การให้บริการผสมผสาน

ขยายความครอบคลุมของการบริการสาธารณสุข โดยให้เป้าหมายความรับผิดชอบไว้ว่า สถานีอนามัยชั้นหนึ่งให้บริการครอบคลุมประชากร 50,000 คน สถานีอนามัยชั้นสองครอบคลุม 5,000 คน และสำนักงานผดุงครรภ์ครอบคลุม 2,000 คน

ให้ผสมผสานงานควบคุมป้องกันโรคเฉพาะอย่าง

ให้สถาบันต่างๆที่ให้บริการทางการแพทย์และการป้องกันโรค มีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ฉ) แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

สนับสนุนให้มีการฝึกอบรมบุคลากรสาธารณสุขทุกประเภท และให้เพิ่มบุคลากรที่สำคัญต่อการบริการสาธารณสุข

ให้มีการบรรจุบุคลากรประเภท แพทย์ผู้ช่วย ในชนบท หรือพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมกันนั้นก็ให้จัดสภาพที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่อาศัย ปลอดภัย และให้มีสินน้ำใจตอบแทน เพื่อบำรุงขวัญด้วย

ควรชักชวนแพทย์ในภาคเอกชน ให้เข้ามาร่วมมือกับภาครัฐให้มากขึ้น ในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน

ช)จิตเวชและสุขภาพจิต

จัดให้มีหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ประชากรในชนบท ให้มีแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลระดับภาคทุกแห่ง และให้มี ศูนย์จิตเวชในทุกภาค เพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาลจิตเวช และประสาททั่วประเทศ ประมาณ 2,000 เตียง

ซ) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในงานบริการสาธารณสุข

นโยบายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4

นโยบาย

รัฐจะขยายความครอบคลุมบริการสาธารณสุข โดยให้มีสถานบริการให้ทั่วถึงทุกตำบล หมู่บ้าน และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการให้บริการโดยผ่านทั้งองค์กรของรัฐในสาขาที่เกี่ยวข้อง และให้มีการ กระจายความรับผิดชอบจากส่วนกลาง สู่การบริหารส่วนจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นด้านสุขภาพของประชากร

มาตรการพัฒนาสาธารณสุข

    1. จัดบริการรักษาพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่าแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท
    2. เพิ่มจำนวนและขีดความสามารถของบุคลากรสาธารณสุข โดยเพิ่มจำนวนการผลิต จัดให้มีการฝึกอบรม และ จัดให้มีมาตรการควบคุมการ บรรจุและการใช้บุคลากรเหล่านี้ให้เหมาะสม
    3. สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในงานพัฒนาชุมชน หรือให้พึ่งตนเองได้ โดยผ่านอาสาสมัคร และองค์กรพัฒนาหมู่บ้าน
    4. ป้องกันและควบคุมการติดยาเสพติด โดยปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง การให้การศึกษาและมาตรการด้านสุขภาพ
    5. ส่งเสริมภาวะโภชนาการของประชาชน ป้องกันการตายจากภาวะทุโภชนาการ การหยุดยั้งการเติบโตของทารกและเด็กก่อนวัยเรียน

เป้าหมายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4

การเขียนแผนพัฒนาฯฉบับที่ 4 ได้รับความช่วยเหลือขององค์การอนามัยโลก มีเป้าหมายหลักที่จะปรับปรุงส่งเสริมสุขภาพของประชากรในชนบท โดยเฉพาะในระดับหมู่บ้าน

ก)เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดอัตราการเพิ่มของประชากร โดยมีบริการวางแผนครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมประชากรเป้าหมาย

ข)เพื่อป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และการมีสุขภาพดีของแม่และเด็ก โดยให้บริการอนามัยแม่และเด็กผ่านสถานบริการของรัฐและเอกชน

ค)เพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของประชากร และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการขาดสารอาหาร โดยให้โภชนศึกษาแก่มารดา จัดอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ จัดให้มีโครงการรณรงค์เพื่อขจัดการขาดสารอาหารในเด็กก่อนวัยเรียน

ง)เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีระบบการเฝ้าระวังโรค เพิ่มจากการใช้บริการจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐและให้มีโครงการพิเศษ เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคที่ยังเป็นปัญหา

จ)เพื่อป้องกันประชาชนจากมลภาวะต่างๆ โดยการพัฒนาแหล่งน้ำให้สะอาดทั้งในเขตเมืองและชนบท พัฒนาระบบการกำจัดของเสีย และจัดให้มีมาตรการในการควบคุมให้กับระดับมลภาวะในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำและอาหาร

ฉ)เพื่อเพิ่มคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ได้จากโรงพยาบาล สถานีอนามัย พร้อมกับพยายามให้มีโครงการประกันสุขภาพของชาติ เพื่อประชาชนที่ยากจนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพโดยไม่คิดมูลค่า

ช)เพื่อให้ประชากรในชนบทได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ให้มีการผสมผสานงานบริการสาธารณสุขต่างๆ ในสถานบริการประจำท้องถิ่น ในขณะเดียวกันให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้เพิ่มทั้งจำนวนและคุณภาพ เพื่อประจำการในสถานบริการเหล่านั้น

ซ)เพื่อการเพิ่มความครอบคลุมของบริการสาธารณสุข ในระดับหมู่บ้านอย่างแท้จริง ให้จัดให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขและผู้สื่อข่าวสาธารณสุข เป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว

ฌ)ส่งเสริมงานข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข เพื่อกระชับการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชาติ

ญ)เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ในการผลิตยาและเวชภัณฑ์ หรือผลิตยาที่มีราคาถูกด้วยคุณภาพเท่าเดิม เพื่อให้มีความเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน

ฎ)ให้มีการประสานงานและความร่วมมือระหว่างองค์กรของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการแก้ปัญหาสาธารณสุข และพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขของประเทศ

งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับแผนฯ ฉบับที่ 4 เท่ากับ 19,080 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 7.9 ของงบประมาณของประเทศ แสดงว่า สัดส่วนของงบประมาณที่ให้แก่งานพัฒนาสาธารณสุขได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับงานของแผนฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และเพิ่มจากงบของแผนฉบับที่ 3 เกือบ 13,000 ล้านบาท

แผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 5

แนวนโยบาย

เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆทางด้านสาธารณสุข ที่จะส่งผลให้สุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะในชนบทดีขึ้น

นโยบาย

    1. เร่งรัดดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนบริการและงบประมาณและทรัพยากรอื่นๆ แก่หน่วยบริการสาธารณสุขในระดับต่างๆ ในสัดส่วนที่เป็นธรรม เพื่อสามารถให้บริการสาธารณสุขมูลฐานที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในชนบท
    2. เร่งรัดบริการสาธารณสุขแบบผสมผสานให้เข้าถึงประชาชนในเขตเมืองและ ชนบทโดยทั่วถึง โดยมุ่งขจัดโรคที่สามารถป้องกันได้ เน้นหนักที่การส่งเสริมคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง่โภชนาการ การอนามัยแม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว และทันตสาธารณสุข ตลอดจนแก้ไขและคุ้มครองสภาวะอนามัยสิ่งแวดล้อม
    3. เร่งรัดปรับปรุงหน่วยบริการสาธารณสุขในภูมิภาคตั้งแต่ระดับอำเภอลงไป ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ประชาชนส่วนใหญ่ในชนบทได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยจำกัดการขยายตัวของสถานบริการขนาดใหญ่ในเขตเมือง
    4. พัฒนาและปรับปรุงระบบงานสาธารณสุขทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยเน้นเรื่องการพัฒนานโยบายและการวางแผน การกระจายอำนาจออกสู่ชนบท การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหาร และการประสานงานกับหน่วยราชการต่างๆและภาคเอกชน
    5. ให้การสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุในการรักษาพยาบาลเป็นกรณีพิเศษ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้
    6. ปรับปรุงงานทางด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอาหาร ยารักษาโรค และวัสดุภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตร ให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย เป็นธรรม และ ประหยัด
    7. จัดให้มีการผลิต จัดหา และการจ่ายยาให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ลดปริมาณยาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดทำและใช้บัญชียาหลักแห่งชาติ และส่งเสริมให้มีการค้นคว้า หรือใช้ประโยชน์จากยาแผนโบราณ และสมุนไพร ให้ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
    8. ให้ประชาชนทุกคนในครอบครัวชนบทมีน้ำบริโภคอย่างเพียงพอ
    9. ปรับปรุงงานสุขศึกษา ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารทางการสาธารณสุขโดยทั่วถึง
    10. เร่งรัดและปรับปรุงการผลิต และการศึกษาต่อเนื่องของบุคลากรสาธารณสุขให้ตรงต่อสภาพปัญหา และความต้องการของประชาชนให้ผลิตได้ปริมาณที่สูงขึ้นโดยมีคุณภาพเหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน โดยเน้นหนักการแก้ไขปัญหาในชนบท
    11. ส่งเสริมงานศึกษาวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพึ่งตัวเอง และเพื่อพัฒนาหรือสนับสนุนงานสาธารณสุขในชนบท โดยเน้นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบการสาธารณสุข การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทางการแพทย์และสาธารณสุขด้วย่

มาตรการพัฒนาสาธารณสุข

การพัฒนาระบบสาธารณสุขตามแผนนี้ใช้การสาธารณสุขมูลฐานเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อกิจการสาธารณสุขให้สามารถเข้าถึงประชาชน ครอบครัว และชุมชนได้อย่างทั่วถึง โดยการดำเนินงาน ดังนี้

ก. พัฒนาระบบการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเป็นระบบการให้บริการแบบผสมผสานที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการสาธารณสุขซึ่งดำเนินการโดยรัฐ โดยใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก ทั้งนี้ได้จัดให้มีระบบการติดต่อ ดูแล สนับสนุน นิเทศงาน ฝึกอบรม และให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องแก่อาสาสมัครในระบบการสาธารณสุขมูลฐานเหล่านี้ด้วย พร้อมกันนั้นยังสนับสนุนให้จัดโครงการที่จะอำนวยทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยใช้อาสาสมัครเหล่านี้ ทั้งนี้ต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วมจากประชาชน และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ

ข. การดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานนั้น มีความหมายที่ครอบคลุมองค์ประกอบที่สำคัญอย่างน้อย 8 ประการ ซึ่งในแต่ละด้านต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติและกลวิธีเพื่อให้เนื้อหาของงานสามารถดำเนินการได้ในโครงสร้างของการสาธารณสุขมูลฐาน

ค.พัฒนาหน่วยงานของรัฐให้มีบทบาทและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้อง และสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยเน้นหนักที่ระดับอำเภอลงไป คือ เร่งรัดให้มีโรงพยาบาลอำเภอ ครบทุกอำเภอ สถานีอนามัยทุกตำบล และมอบหมายให้สถานบริการเหล่านี้มีบทบาทอย่างเต็มที่ในการให้บริการแก่ประชาชนส่วนใหญ่ในชนบท สำหรับหน่วยงานในระดับอื่น ก็พิจารณาปรับปรุงบทบาทให้สามารถสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐานได้ด้วย นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการรักษาพยาบาล ในสถานบริการของรัฐให้สูงขึ้น เช่น พัฒนาระบบการนำส่งผู้ป่วยเพื่อรักษาต่อ การจัดให้มีการถ่ายเทผู้ป่วยออกจากสถานบริการของรัฐ ไปรับการดูแลฟื้นฟูสภาพนอกสถานบริการโดยญาติของผู้ป่วย หรือโดยอาสาสมัครในโครงสร้างของการสาธารณสุขมูลฐาน และการควบคุมมาตรฐานเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ ยา เวชภัณฑ์ รวมทั้งการใช้เทคนิควิชาการทางด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสมกับสถานบริการ และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

กลวิธีและมาตรการดำเนินงานของการสาธารณสุขมูลฐาน มี8 ประการ ดังนี้

    1. การสุขศึกษา

ให้ประชาชนทุกคน หรือทุกหลังคาเรือนได้รู้ปัญหาโรคในท้องถิ่น และเข้าใจถึงวิธีการป้องกันและควบคุมโรคที่พบในท้องถิ่น รวมตลอดถึงการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยชั้นมูลฐานของตน โดย

    1. การโภชนาการ

ลดปัญหาภาวะทุโภชนาการ โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี โดยใช้มาตรการที่สำคัญๆดังต่อไปนี้คือ

    1. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดต่อ
    1. การให้การรักษาพยาบาลโรคง่ายๆ ที่พบบ่อยในท้องถิ่น
    1. การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการจัดหาน้ำสะอาด
    2. การจัดหายาที่จำเป็นไว้ในหมู่บ้าน
    3. การวางแผนครอบครัวและการอนามัยแม่และเด็ก
    4. การควบคุมโรคในท้องถิ่น

มุ่งผสมผสานงานควบคุมป้องกันโรคที่แพร่หลายชุกชุมประจำท้องถิ่น ให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขทั่วไป และการสาธารณสุขมูลฐาน โดยดำเนินการดังนี้

1) สำรวจและศึกษากระบวนการ รูปแบบ วิธีการ ในการกำหนดนโยบายและวางแผน

2) ส่งเสริมการกระจายอำนาจในการวางแผน/บริหารงาน และการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน โดยการพัฒนาองค์กร กลไก และฝึกอบรมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งริเริ่มงานทางด้านวิธีการงบประมาณ และการบริหารโดยการทดลองจัดทำงบประมาณตามโครงการ และการนำเอาเทคนิคของการจัดการโครงการมาปฏิบัติให้กว้างยิ่งขึ้น

3) ค้นคว้าวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณสุข การประยุกต์เทคนิคหรือการวางแผนและจัดการ เสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง และติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาสาธารณสุข เพื่อการปรับปรุงนโยบาย แผน และการจัดการ

      1. จำแนกประชาชนที่มีรายได้น้อยให้ชัดเจนด้วยการถือเกณฑ์รายได้หรืออื่นๆ
      2. ออกบัตรสงเคราะห์แก่ผู้มีรายได้น้อยและครอบครัว
      3. ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับทราบสิทธิและไปขอรับบริการ ณ สถานบริการของรัฐ

- ให้การคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านอาหาร ยา เครื่องสำอาง และวัตถุมีพิษ โดยดำเนินการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การประกอบธุรกิจ และการโฆษณา อันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และวัตถุมีพิษ โดย

      1. ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับต่างๆ ในการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การประกอบธุรกิจ และการโฆษณาอันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอางและวัตถุมีพิษ ให้เหมาะสมรัดกุม และทันสมัย
      2. ปรับปรุงระบบวิธีการจัดการ การพัฒนาบุคลากร และการประสานงานในระดับต่างๆ
      3. ยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร ยา เครื่องสำอาง หรือวัตถุมีพิษ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ ซึ่งจะได้กำหนดขึ้น
      4. กวดขันทางด้านการตรวจสอบ และเฝ้าระวังอันตรายจากวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่นำสั่งเข้ามาภายในราชอาณาจักร
      5. รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และประชาสัมพันธ์ทางด้านอาหาร และยาให้แก่ประชาชน

- ขยายการผลิตและพัฒนาบุคลากรต่างๆทุกระดับ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านปริมาณ คุณภาพ และการกระจาย พร้อมทั้งแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมเพื่อพัฒนาบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้ประชาชนในชนบทมีสุขภาพอนามัยในระดับที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข โดย

      1. จัดตั้งองค์กรกลาง หรือคณะกรรมการพัฒนาการสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อการประสานงานทางด้านนโยบาย แผนงาน และเพื่อการติดตามผลด้านการผลิตและพัฒนาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุข และวิชาการทางการแพทย์ และสาธารณสุข
      2. ผลิตและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขประเภทต่างๆทุกระดับให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น โดยพัฒนาเนื้อหา หลักสูตร และขบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
      3. แสวงหามาตรการที่จะกระจายเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง เช่น วางมาตรการในการทำสัญญารับทุนแก่นักศึกษาในแขนงวิชาชีพที่ขาดแคลนเช่นเดียวกับแพทย์