นโยบายพัฒนาสาธารณสุขประชากร
การกำหนดนโยบาย หรือการตั้งเป้าหมายการพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในอดีตนั้น รัฐได้มีโอกาสหรือมีส่วนในด้านการพัฒนาสาธารณสุขน้อยมาก รัฐจะให้บริการในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ และดำเนินการแบบตั้งรับในด้านการเยียวยารักษา หรือป้องกันโรค นโยบายด้านสาธารณสุขเรื่มปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1
นโยบายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขหรือสาขาใดๆที่มุ่งไปสู่เป้าหมายรวมของสังคม ฉะนั้นการได้รับรู้พัฒนาการของนโยบาย จะช่วยให้เข้าใจทิศทางที่ผ่านมา และแนวทางที่จะนำไปสู่อนาคต
แผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2
แผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 1 แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ได้มีการจัดแนวทางพัฒนาสาธารณสุขในการปรับปรุงและขยายขอบข่ายการรักษาพยาบาล โดยการสร้างหรือขยายโรงพยาบาล ปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ในการแพทย์ สำหรับระยะที่สอง มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาสาธารณสุขในชนบท โดยเน้นการควบคุมโรคติดต่อ และดำเนินการจัดตั้งสถานีอนามัยในชนบทที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประเภทต่างๆ เพื่อขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
เป้าหมายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 2 ยังคงรักษาแนวนโยบายของแผนเดิมอยู่ ในการขยายบริการสาธารณสุขในชนบท โดยเร่งเพิ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และปรับปรุงสถานบริการเดิม และเน้นการบริการแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก โดยสรุปนโยบายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 มีดังนี้
ก)เร่งขยายบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ มุ่งให้บริการแก่ประชาชนในชนบทที่ห่างไกล และมีการคมนาคมไม่สะดวก
ข)ขยายและปรับปรุงบริการการแพทย์ทั้งด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อสนองความต้องการของประชาชน โดยจัดให้มีแผนการจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของการรักษาพยาบาลแก่บุคคลากรจากสาธารณสุขประเภทต่างๆ
เป้าหมายการผลิตบุคลากรสาธารณสุขในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 คือ จะผลิตแพทย์จำนวน 4,100 คน พยาบาล 11,880 คน ผดุงครรภ์ 1,400 คน ผู้ช่วยพยาบาล 3,200 คน ให้มีการจัดสร้างโรงพยาบาลให้มีจำนวนเตียงเป็น 15,400 เตียง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และสำนักงานผดุงครรภ์เท่ากับ 217,882 และ 1,403 แห่งตามลำดับ สำหรับแผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 2 มีเป้าหมายในการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ และสถานบริการสาธารณสุขดังนี้คือ แพทย์ 1,344 คน พยาบาล 3,830 คน ผดุงครรภ์ 1,810 คน จำนวนเตียงในโรงพยาบาล 4,900 เตียง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และสำนักงานผดุงครรภ์ เท่ากับ 50 ,750 และ1,425 แห่งตามลำดับ
การประเมินผล เมื่อปลายแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 ปรากฏผลการดำเนินการดังนี้
ได้มีการก่อสร้าง สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง 290 แห่ง สถานีอนามัยชั้นสอง 1,930 แห่ง และสำนักงานผดุงครรภ์ 2,003 แห่ง
งานด้านปรับปรุงสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมมีการปรับปรุงแหล่งน้ำใน 23,800หมู่บ้านและสร้างถังเก็บน้ำสะอาดในโรงเรียน 4,370 แห่ง ได้เริ่มโครงการโภชนาการชนบท ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขยายขอบข่ายไปในภาคอื่นๆ รวมแล้ว 219 จังหวัด โครงการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อได้ประสบผลสำเร็จในการควบคุม โรคกาฬโรค ฝีดาษ และอหิวาต์ สำหรับวัณโรคปอดได้มีการขยายการป้องกันโรคไปในเขตชนบท ได้แก่ การตรวจเพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และการให้ บีซีจี วัคซีน
ข)การขยายและปรับปรุงบริการทางการแพทย์
อัตราส่วนแพทย์ พยาบาล และเตียงในโรงพยาบาล มีจำนวนเพิ่มขึ้น
ค)การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข
เมื่อสิ้นแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 ได้มีการประมาณการว่า สามารถผลิตแพทย์ได้ ปีละ 360 คน สำหรับพยาบาลนั้น มีการผลิตในโรงพยาบาล 7 แห่ง ในเครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุข และจากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน มีจำนวนประมาณ 4,750 คน ผลิตผู้ช่วยพยาบาลได้ประมาณ 2,000คน
การผลิตบุคคลากรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขโดยเฉพาะได้เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คน
ง) ผลงานศึกษาด้านการวิจัย
ได้มีการวิจัยในเรื่องของไวรัสที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดต่อ การศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพร การศึกษาเพื่อควบคุมมาตรฐานยา ในระหว่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่2 ได้มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคตามโรงพยาบาลจังหวัด 40 แห่ง
จ)งบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านสาธารณสุข
ในระยะแรกของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 นั้น ได้จัดงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านสาธารณสุขเป็นจำนวน 202 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.6 ของงบประมาณ ส่วนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ระยะที่ 2 นั้น รัฐได้ตั้งงบประมาณเพื่อพัฒนาด้านสาธารณสุขไว้ 974 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.9 ของงบประมาณ
โดยสรุปแล้ว งบประมาณด้านพัฒนาสาธารณสุข แผนฉบับที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 4.8 ของงบประมาณของประเทศ เพิ่มเป็นร้อยละ 5.7 ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 2 มีมูลค่า 3,558.43 ล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 90 เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบริการในชนบท โดยมีประมาณการไว้ดังนี้
การป้องกันโรค 1,855.83 ล้านบาท หรือ 55%
การรักษาพยาบาล 1,528.77 หรือ 43%
การฝึกอบรมบุคลากร 103.66 หรือ 2.7%
การศึกษาวิจัย 70.17 หรือ 0.3 %
มีเงินสนับสนุนด้านการพัฒนาสาธารณสุขจากต่างประเทศ ซึ่งได้ใช้จ่ายไปในโครงการป้องกันโรค และการบริการสาธารณสุข เป็นจำนวน 191.97 ล้านบาท
นโยบายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 3
แนวนโยบาย
นโยบายของแผนพัฒนาฉบับนี้ ระบุไว้ให้มีการพัฒนาในเรื่องต่อไปนี้
ก. อนามัยแม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว การควบคุมปราบปรามโรคติดต่อ การปรับปรุงและขยายบริการทางการแพทย์
มาตรการพัฒนาสาธารณสุข
-ให้บริการตรวจครรภ์ การคลอด และหลังคลอด รวมทั้งการให้บริการป้องกันโรค และให้สุขศึกษา เพื่อสุขภาพของทารก เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กในวัยเรียน
- โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ มีเป้าหมายให้บริการเป็นหลักแก่ผู้มีรายได้น้อย และจะทำให้อัตราการเกิดลดลงร้อยละ0.5 ต่อปี ในระหว่าง 5 ปีของแผนนี้
- โครงการโภชนาการ สนับสนุนให้มีการผลิต บริโภค อาหารที่มีโปรตีนสูง แต่ราคาต่ำ จัดตั้งศูนย์โภชนาการเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในวัยเรียนในชนบท จัดให้มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของเด็กในวัยเรียน ควบคุมไม่ให้เกิดภาวะทุโภชนาการทุกประเภท รวม ถึงการบรรเทา หรือ ขจัดโรคคอหอยพอก
ข)การควบคุมและกำจัดโรคติดต่อ
สำหรับโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้ สมควรจะกำจัดให้หมดไป สำหรับโรคติดต่อที่ยังไม่มีวิธีรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นควรจะทำให้อัตราตายของโรคลดลง หรือสามารถควบคุมการเกิดโรคได้
ประยุกต์ให้ใช้วิธีการระบาดวิทยา และส่งเสริมการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ค) ส่งเสริมและขยายงานบริการการแพทย์
ปรับปรุงสถานบริการโดยเพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาล ดังมีเป้าหมายระหว่างแผนดังนี้
ง) พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม
ปรับปรุงสภาวะสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ อาหาร น้ำ อากาศ รวมถึงการป้องกันมลภาวะจากสารเคมีและรังสี
จ) การให้บริการผสมผสาน
ขยายความครอบคลุมของการบริการสาธารณสุข โดยให้เป้าหมายความรับผิดชอบไว้ว่า สถานีอนามัยชั้นหนึ่งให้บริการครอบคลุมประชากร 50,000 คน สถานีอนามัยชั้นสองครอบคลุม 5,000 คน และสำนักงานผดุงครรภ์ครอบคลุม 2,000 คน
ให้ผสมผสานงานควบคุมป้องกันโรคเฉพาะอย่าง
ให้สถาบันต่างๆที่ให้บริการทางการแพทย์และการป้องกันโรค มีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ฉ) แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
สนับสนุนให้มีการฝึกอบรมบุคลากรสาธารณสุขทุกประเภท และให้เพิ่มบุคลากรที่สำคัญต่อการบริการสาธารณสุข
ให้มีการบรรจุบุคลากรประเภท แพทย์ผู้ช่วย ในชนบท หรือพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมกันนั้นก็ให้จัดสภาพที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่อาศัย ปลอดภัย และให้มีสินน้ำใจตอบแทน เพื่อบำรุงขวัญด้วย
ควรชักชวนแพทย์ในภาคเอกชน ให้เข้ามาร่วมมือกับภาครัฐให้มากขึ้น ในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน
ช)จิตเวชและสุขภาพจิต
จัดให้มีหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ประชากรในชนบท ให้มีแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลระดับภาคทุกแห่ง และให้มี ศูนย์จิตเวชในทุกภาค เพิ่มจำนวนเตียงในโรงพยาบาลจิตเวช และประสาททั่วประเทศ ประมาณ 2,000 เตียง
ซ) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในงานบริการสาธารณสุข
นโยบายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4
นโยบาย
รัฐจะขยายความครอบคลุมบริการสาธารณสุข โดยให้มีสถานบริการให้ทั่วถึงทุกตำบล หมู่บ้าน และปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการให้บริการโดยผ่านทั้งองค์กรของรัฐในสาขาที่เกี่ยวข้อง และให้มีการ กระจายความรับผิดชอบจากส่วนกลาง สู่การบริหารส่วนจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นด้านสุขภาพของประชากร
มาตรการพัฒนาสาธารณสุข
เป้าหมายของแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4
การเขียนแผนพัฒนาฯฉบับที่ 4 ได้รับความช่วยเหลือขององค์การอนามัยโลก มีเป้าหมายหลักที่จะปรับปรุงส่งเสริมสุขภาพของประชากรในชนบท โดยเฉพาะในระดับหมู่บ้าน
ก)เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดอัตราการเพิ่มของประชากร โดยมีบริการวางแผนครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมประชากรเป้าหมาย
ข)เพื่อป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และการมีสุขภาพดีของแม่และเด็ก โดยให้บริการอนามัยแม่และเด็กผ่านสถานบริการของรัฐและเอกชน
ค)เพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของประชากร และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการขาดสารอาหาร โดยให้โภชนศึกษาแก่มารดา จัดอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ จัดให้มีโครงการรณรงค์เพื่อขจัดการขาดสารอาหารในเด็กก่อนวัยเรียน
ง)เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีระบบการเฝ้าระวังโรค เพิ่มจากการใช้บริการจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐและให้มีโครงการพิเศษ เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคที่ยังเป็นปัญหา
จ)เพื่อป้องกันประชาชนจากมลภาวะต่างๆ โดยการพัฒนาแหล่งน้ำให้สะอาดทั้งในเขตเมืองและชนบท พัฒนาระบบการกำจัดของเสีย และจัดให้มีมาตรการในการควบคุมให้กับระดับมลภาวะในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำและอาหาร
ฉ)เพื่อเพิ่มคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ได้จากโรงพยาบาล สถานีอนามัย พร้อมกับพยายามให้มีโครงการประกันสุขภาพของชาติ เพื่อประชาชนที่ยากจนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพโดยไม่คิดมูลค่า
ช)เพื่อให้ประชากรในชนบทได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ให้มีการผสมผสานงานบริการสาธารณสุขต่างๆ ในสถานบริการประจำท้องถิ่น ในขณะเดียวกันให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้เพิ่มทั้งจำนวนและคุณภาพ เพื่อประจำการในสถานบริการเหล่านั้น
ซ)เพื่อการเพิ่มความครอบคลุมของบริการสาธารณสุข ในระดับหมู่บ้านอย่างแท้จริง ให้จัดให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขและผู้สื่อข่าวสาธารณสุข เป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว
ฌ)ส่งเสริมงานข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข เพื่อกระชับการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับชาติ
ญ)เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ในการผลิตยาและเวชภัณฑ์ หรือผลิตยาที่มีราคาถูกด้วยคุณภาพเท่าเดิม เพื่อให้มีความเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน
ฎ)ให้มีการประสานงานและความร่วมมือระหว่างองค์กรของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการแก้ปัญหาสาธารณสุข และพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขของประเทศ
งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับแผนฯ ฉบับที่ 4 เท่ากับ 19,080 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 7.9 ของงบประมาณของประเทศ แสดงว่า สัดส่วนของงบประมาณที่ให้แก่งานพัฒนาสาธารณสุขได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับงานของแผนฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และเพิ่มจากงบของแผนฉบับที่ 3 เกือบ 13,000 ล้านบาท
แผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 5
แนวนโยบาย
เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆทางด้านสาธารณสุข ที่จะส่งผลให้สุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะในชนบทดีขึ้น
นโยบาย
มาตรการพัฒนาสาธารณสุข
การพัฒนาระบบสาธารณสุขตามแผนนี้ใช้การสาธารณสุขมูลฐานเป็นหลักสำคัญ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อกิจการสาธารณสุขให้สามารถเข้าถึงประชาชน ครอบครัว และชุมชนได้อย่างทั่วถึง โดยการดำเนินงาน ดังนี้
ก. พัฒนาระบบการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเป็นระบบการให้บริการแบบผสมผสานที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการสาธารณสุขซึ่งดำเนินการโดยรัฐ โดยใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก ทั้งนี้ได้จัดให้มีระบบการติดต่อ ดูแล สนับสนุน นิเทศงาน ฝึกอบรม และให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องแก่อาสาสมัครในระบบการสาธารณสุขมูลฐานเหล่านี้ด้วย พร้อมกันนั้นยังสนับสนุนให้จัดโครงการที่จะอำนวยทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยใช้อาสาสมัครเหล่านี้ ทั้งนี้ต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วมจากประชาชน และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายรูปแบบ
ข. การดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานนั้น มีความหมายที่ครอบคลุมองค์ประกอบที่สำคัญอย่างน้อย 8 ประการ ซึ่งในแต่ละด้านต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติและกลวิธีเพื่อให้เนื้อหาของงานสามารถดำเนินการได้ในโครงสร้างของการสาธารณสุขมูลฐาน
ค.พัฒนาหน่วยงานของรัฐให้มีบทบาทและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้อง และสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยเน้นหนักที่ระดับอำเภอลงไป คือ เร่งรัดให้มีโรงพยาบาลอำเภอ ครบทุกอำเภอ สถานีอนามัยทุกตำบล และมอบหมายให้สถานบริการเหล่านี้มีบทบาทอย่างเต็มที่ในการให้บริการแก่ประชาชนส่วนใหญ่ในชนบท สำหรับหน่วยงานในระดับอื่น ก็พิจารณาปรับปรุงบทบาทให้สามารถสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐานได้ด้วย นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการรักษาพยาบาล ในสถานบริการของรัฐให้สูงขึ้น เช่น พัฒนาระบบการนำส่งผู้ป่วยเพื่อรักษาต่อ การจัดให้มีการถ่ายเทผู้ป่วยออกจากสถานบริการของรัฐ ไปรับการดูแลฟื้นฟูสภาพนอกสถานบริการโดยญาติของผู้ป่วย หรือโดยอาสาสมัครในโครงสร้างของการสาธารณสุขมูลฐาน และการควบคุมมาตรฐานเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ ยา เวชภัณฑ์ รวมทั้งการใช้เทคนิควิชาการทางด้านการรักษาพยาบาลให้เหมาะสมกับสถานบริการ และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
กลวิธีและมาตรการดำเนินงานของการสาธารณสุขมูลฐาน
มี8 ประการ ดังนี้ให้ประชาชนทุกคน หรือทุกหลังคาเรือนได้รู้ปัญหาโรคในท้องถิ่น และเข้าใจถึงวิธีการป้องกันและควบคุมโรคที่พบในท้องถิ่น รวมตลอดถึงการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยชั้นมูลฐานของตน โดย
ลดปัญหาภาวะทุโภชนาการ โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี โดยใช้มาตรการที่สำคัญๆดังต่อไปนี้คือ
มุ่งผสมผสานงานควบคุมป้องกันโรคที่แพร่หลายชุกชุมประจำท้องถิ่น ให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขทั่วไป และการสาธารณสุขมูลฐาน โดยดำเนินการดังนี้
1) สำรวจและศึกษากระบวนการ รูปแบบ วิธีการ ในการกำหนดนโยบายและวางแผน
2) ส่งเสริมการกระจายอำนาจในการวางแผน/บริหารงาน และการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน โดยการพัฒนาองค์กร กลไก และฝึกอบรมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งริเริ่มงานทางด้านวิธีการงบประมาณ และการบริหารโดยการทดลองจัดทำงบประมาณตามโครงการ และการนำเอาเทคนิคของการจัดการโครงการมาปฏิบัติให้กว้างยิ่งขึ้น
3) ค้นคว้าวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณสุข การประยุกต์เทคนิคหรือการวางแผนและจัดการ เสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้อง และติดตามประเมินผลโครงการพัฒนาสาธารณสุข เพื่อการปรับปรุงนโยบาย แผน และการจัดการ
- ให้การคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านอาหาร ยา เครื่องสำอาง และวัตถุมีพิษ โดยดำเนินการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน การประกอบธุรกิจ และการโฆษณา อันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และวัตถุมีพิษ โดย
- ขยายการผลิตและพัฒนาบุคลากรต่างๆทุกระดับ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านปริมาณ คุณภาพ และการกระจาย พร้อมทั้งแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมเพื่อพัฒนาบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขให้ประชาชนในชนบทมีสุขภาพอนามัยในระดับที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข โดย