Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!

วิชาการใช้เหตุผล Reasoning ชื่อ น.ส.ศิริกุล พัฒนเตชะ เลขประจำตัว 4340206022 กลุ่ม7

1)ผมสวยทอประกายเงางามต้องมาจากภายใน แชมพูสูตรป้องกันและขจัดรังแค

พบพัฒนาการใหม่ล่าสุดของกลูคาซิลTMคอมเพล็กซ์จากสถาบันเส้นผมเอลิด้า ปารีสที่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยสร้างความเงางามแก่เส้นผมจากภายในซึมซาบบำรุงล้ำลึกถึงรากผม จุดกำเนิดผมสวยทอประกายเงางามอย่างแท้จริง สูตรป้องกันและขจัดรังแคของออร์แกนิกส์เป็นสูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับผู้ที่มีปัญหารังแคและอาการคันศีรษะเพราะมีส่วนผสมที่พิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าใช้ป้องกันและขจัดรังแครวมทั้งอาการคันศีรษะอย่างได้ผล ทั้งยังอ่อนโยน และไม่ระคายเคือง จนใช้สระได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

จากโฆษณาแชมพูออร์แกนิกส์สูตรป้องกันและขจัดรังแค

2)หลักฐาน แชมพูมีส่วนผสมกลูคาซิล คอมเพล็กซ์จากสถาบันเส้นผมเอลิด้าปารีสที่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยสร้างความเงางามแก่เส้นผมจากภายในซึมซาบบำรุงล้ำลึกถึงรากผม

ข้อสรุป เมื่อใช้แชมพูนี้แล้วผมจะสวยทอประกายเงางามอย่างแท้จริง

หลักฐาน แชมพูมีสูตรป้องกันและขจัดรังแคซึ่งมีส่วนผสมที่พิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว

ข้อสรุป สามารถใช้ป้องกันและขจัดรังแครวมทั้งอาการคันศีรษะอย่างได้ผลอ่อนโยนและไม่ระคายเคืองสระได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

3) ข้อบกพร่องชนิดการทิ้งเหตุผล

ประเภท อ้างสิ่งที่มีคุณวิเศษ

4)หลักฐานแรกอ้างว่าส่วนผสมในแชมพูนั้นมาจากสถาบันเส้นผมเอลิด้าปารีสซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก สารเคมีที่สถาบันนั้นใช้ไม่จำเป็นจะต้องดีและอาจไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่บอกเสมอไป เพราะสารนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคน โดยเฉพาะสภาพผมของคนเอเชียอาจแตกต่างกับทางยุโรปจึงไม่เหมาะที่จะอ้างเหตุผลนี้

หลักฐานที่สองก็เป็นการอ้างสิ่งที่มีคุณวิเศษเช่นเดียวกันคือ อ้างว่าสูตรป้องกันขจัดรังแคและอาการคันศีรษะนี้ได้รับการพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่ว่าไม่ได้กล่าวว่าเคยนำมาทดลองใช้กับผู้บริโภคแล้วหรือยัง และเมื่อใช้แล้วจะเกิดผลข้างเคียงหรือไม่

5)ควรอ้างการค้นคว้าวิจัยที่เชื่อถือได้แทนที่จะอ้างสถาบันที่มีชื่อเสียง อธิบายว่าในแชมพูมีสารบำรุงอะไรบ้างและจะทำปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อนำไปใช้ ควรมีการทดลองโดยระบุผู้เชี่ยวชาญทางด้านใดให้ชัดเจนเช่นผู้เชี่ยวชาญการดูแลเส้นผมหรือนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทดสอบกับผู้ใช้แล้วได้ผลดีเพียงใดสูตรการป้องกันและขจัดรังแคเหมาะกับสภาพผมคนไทยหรือไม่

ทุกคนหนีไม่พ้นความตาย ธุรกิจที่เกี่ยวกับความตายของคนจึงไม่น่าจะกระทบกระเทือนไปกับภาวะเศรษฐกิจ แต่จากการสำรวจของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ข้อสรุปนั้นไม่เป็นจริงเสียแล้ว จากการสำรวจ "พฤติกรรมการไปงานศพของคนกรุง" พบว่าในช่วงเศรษฐกิจวิกฤต คนส่วนใหญ่จะใช้จ่ายในการจัดการศพลดลง การตั้งสวดศพส่วนใหญ่จะตั้งสวดจาก 5 คืน เหลือ 3 คืน พิธีการตามประเพณีจีนลดลงเกือบร้อยละ 60 หมายความว่า ชาวไทยเชื้อสายจีนส่วนหนึ่งมีการจัดงานศพตามแบบประเพณีไทยซึ่งมีความสิ้นเปลืองน้อยกว่าประเพณีจีนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันการจัดงานศพ ไม่นิยมเก็บศพไว้นาน ส่วนมากเมื่อสวดเสร็จก็นิยมที่จะเผาทันที ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานศพมีเม็ดเงินหมุนเวียนน้อยลงเกือบร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้ไปร่วมพิธีกรรมงานศพก็เปลี่ยนไปไม่น้อย ปัจจุบันพบว่าหากไม่ใช่งานของญาติหรือเพื่อนสนิทคนส่วนใหญ่ไม่นิยมไปร่วมงาน

เหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงของความตายอันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจ

จากหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันอังคารที่15 มิถุนายน 2542หน้า33

2)หลักฐาน ในช่วงเศรษฐกิจวิกฤต คนส่วนใหญ่จะใช้จ่ายในการจัดการศพลดลง พิธีการตามประเพณีจีนลดลง ชาวไทยเชื้อสายจีนจัดงานศพตามแบบประเพณีไทยที่สิ้นเปลืองน้อยกว่าประเพณีจีนเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานศพก็มีเม็ดเงินหมุนเวียนน้อยลงเกือบร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู

ข้อสรุป ภาวะเศรษฐกิจทำให้เกิดผลกระทบกับธุรกิจเกี่ยวกับความตายด้วย

3)ข้อบกพร่องทางสถิติ

ประเภท ข้อผิดพลาดในการตีความเชิงสาเหตุ

4) ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ ธุรกิจงานศพที่มีเงินหมุนเวียนลดน้อยลงอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง การที่คนจัดงานศพตามประเพณีจีนลดลงอาจเป็นเพราะความเชื่อในประเพณีจีนได้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเมื่อลูกหลานไม่ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คนที่ลดค่าใช้จ่ายอาจเป็นคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ก่อน ถ้าเป็นคนฐานะดีที่ไม่ได้รับผลกระทบก็อาจไม่ลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ นอกจากนี้คนตายอาจจะลดน้อยลงไปเมื่อเทคโนโลยีการแพทย์ในโลกเจริญก้าวหน้ามากขึ้นทำให้การจัดงานศพลดน้อยลง

5)ควรเสนอหลักฐานว่าเมื่อคนไทยต้องประหยัดเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจก็ทำให้ธุรกิจ

อาหารและเครื่องดื่มที่จัดไว้บริการแก่ผู้มาร่วมงานศพ มากที่สุดร้อยละ 33 เลือก "ข้าวต้ม" เลือกอาหารอื่นๆ ร้อยละ 37 ที่เหลืออีกร้อยละ30 ไม่รับประทานอาหารในพิธีงานศพ

การไปร่วมงานศพผู้เสียชีวิตด้วยโรค AIDS ร้อยละ 75 ตอบว่า "ยินดีที่จะไปร่วมงาน" หากเป็นคนที่รู้จักหรือสนิทสนมมาก่อน ร้อยละ 32 ตอบว่า "เต็มใจไปร่วมงานโดยไม่คำนึงสาเหตุของการเสียชีวิต เพราะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน" ขณะที่ผู้ตอบคำถามอีกร้อยละ25บอกว่า ไม่กล้าไปร่วมงานศพ เนื่องจาก "กลัวติดเชื้อโรค AIDS ร้อยละ62กระทำพิธีแบบโบราณหลีงกลับจากพิธีเผาศพ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ด้วย "การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า" ร้อยละ 49 และ "ล้างหน้าด้วยน้ำแช่ใบทับทิม" ร้อยละ 35 "ผูกสายสิญจน์แดง" ร้อยละ 11 ขณะที่ร้อยละ38 บอกว่าไม่กระทำพิธีเพราะ"คิดว่าไม่สำคัญ" ร้อยละ33ส่วน "ผู้ที่ไม่รู้ธรรมเนียมโบราณ"และ"ไม่เชื่อ"คิดเป็นร้อยละ 24 และร้อยละ 22 ตามลำดับ

ส่วนพิธีการเผาศพ ร้อยละ 46 ใช้เวลาในการอยู่ร่วมพิธีตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปจนถึง 1 ชั่วโมง

มีผลทำให้วงเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจงานศพหดตัวลงร้อยละ 60เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจดี

ชาวกรุงราวร้อยละ40ยังคงไปร่วมพิธีงานศพแทบจะทุกครั้งเมื่อได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของคนสนิทหรือคนที่รู้จักตั้งแต่100บาทขึ้นไปจนถึง 500 บาท คิดเป็นร้อยละ 70 และร้อยละ 60 ตามลำดับ ใส่ซองคนกรุงร้อยละ93 ทำบุญ ใส่ซอง ในงานศพ กลุ่มคนราวร้อยละ 7 ตอบว่า ไม่ใส่ซองร่วมทำบุญ เนื่องจากยังอยู่ในวัยเด็ก "ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเอง" คิดเป็นร้อยละ 87 สำหรับร้อยละ 8.7 เป็นพวกต่อต้านการใส่ซองในงานศพ" ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ4.3 เลือกพวงหรีดไปเคารพศพแทน พวงหรีด"ดอกไม้ล้วน" มีผู้นิยมถึงร้อยละ 42 ในขณะที่พวงหรีด"ผ้าห่ม/ผ้าขนหนู" ร้อยละ 28.3 และแนวคิดใหม่ที่นำ "ต้นไม้"มาให้แทนพวงหรีดเริ่มมีผู้เห็นด้วยร้อยละ 9.3 แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ใช้ "พวงหรีดดอกไม้ประดิษฐ์และวัสดุที่ทำจากโฟมถึงร้อยละ17

 

ช่วงนี้พวกนักการเมืองย้ายพรรคเหมือนย้ายร้านกินเหล้าเลยนะครับ คงจะเมาๆ เบลอร์ๆ ดิ้นรนหาที่แลนดิ้งกันเพราะใกล้เข้ามาแล้ว เหมือนนักฟุตบอลย้ายทีมก่อนเปิดฤดูกาล แล้วการย้ายนี่มันมีแรงดึงดูดเข้ามาเป็นตัวเร่งด้วย อาจจะดึงไปดูดไปหรือค่อยๆดึงก่อนแล้วดูดแรงๆ ทีหลัง แต่ย้ายพรรคไม่น่าเกี่ยวกับการติดลม เพราะถ้าติดก็คงจะไม่ย้าย คือพวกติดลมนี่ผมว่าผมดูออก มันจะเกลียดบ้านชั่วขณะ ทำเป็นอ้อยอิ่งและเพิกเฉยกับเวลา ใครจะพูดว่ากลับเหอะ กลับเหอะ ก็จะเอาหูทวนลมไว้ก่อน พอทวนจนได้ที่และสถานการณ์ดีขึ้นก็ฉวยโอกาสติดหมับ-สว่างคาตา จำไม่ได้ว่าจบลงที่ร้านไหนและกลับบ้านอย่างไร ซึ่งเป็นอาการสามัญ แต่พวกย้ายพรรคนี่จำเก่งเพราะไม่ได้เมา แต่มัวเมากันทั้งนั้น แล้วก็พยายามดิ้นรนหาที่ๆ คิดว่าสว่าง พอสว่างกันถ้วนหน้า ประเทศไทยก็มืดกันอีกรอบ พวกย้ายพรรคก็ย้ายกันไป พวกย้ายร้านจะย้ายบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จำต้องปักหลักร้านใดร้านหนึ่งไปเลย เพราะเศรษฐกิจมากำหนด แต่ร้านที่รู้ว่ามีเพื่อนพ้องไปตั้งวงอยู่ก่อนถ้าจะย้ายไปหาก็พอจะอนุโลม ถือว่าเป็นการแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ ทว่าอย่าบ่อยเพราะบ่อยแล้วความเป็นเพื่อน (ร่วมวง) จะเสื่อมและถ้าจะไปแทรกแซงก็ต้องช่วยแชร์บ้าง เรียกว่าจริยธรรมต้องมีจรรยาก็อย่าขาด แหม !น่าจะมีใครออกหนังสือที่ว่าด้วยการกินเหล้าอย่างมืออาชีพ ผมตั้งชื่อให้ก่อนเลยก็ได้ "กว่าจะกินเหล้าได้ถ้วย"

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ฉบับที่67 วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2543หน้า11

หลักฐาน นักการเมืองย้ายพรรคมัวเมาและพยายามดิ้นรนหาผลประโยชน์

คนย้ายร้านกินเหล้า

ข้อสรุป ประเทศไทยมืด เสียผลประโยชน์