ศิลปกรรมกรีกโบราณ

โดย

ศิริกุล พัฒนเตชะ

 

 

ศิลปกรรมกรีกโบราณ

 

 

 

 

ศิริกุล พัฒนเตชะ

4340206022

 

 

 

 

รายงานประกอบรายวิชา 2206 102 การค้นคว้าและการเขียนรายงาน

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาคปลาย ปีการศึกษา 2543

คำนำ

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 2206 102 การค้นคว้าและการเขียนรายงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปกรรมกรีก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนความเป็นมาของอารยธรรมกรีกและเป็นแบบอย่างที่สำคัญของศิลปกรรมตะวันตก โดยได้ทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆของศิลปกรรมทั้งด้านลักษณะที่สำคัญโดยรวมในแต่ละยุคสมัย รูปแบบศิลปกรรมต่างๆ อิทธิพลต่อชนชาติอื่น รวมถึงวิธีการอนุรักษ์ศิลปกรรม

การทำรายงานค้นคว้าฉบับนี้ได้อาศัยข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่นหนังสือและบทความวารสาร มาประกอบ ผู้เขียนหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างตามสมควร

ศิริกุล พัฒนเตชะ

 

 

สารบัญ

หน้า

คำนำ (1)

  1. บทนำ 1
  2. ลักษณะของศิลปะกรีก 1
  3. ศิลปะแขนงต่างๆ 3
    1. จิตรกรรม 3
    2. ประติมากรรม 4
      1. ลักษณะเด่น 4
      2. ประติมากรรมที่สำคัญ 5
    3. สถาปัตยกรรม 6
      1. ลักษณะเด่น 6
      2. สิ่งก่อสร้างสำคัญ 7
  4. อิทธิพลต่อศิลปะของชาติอื่น 7
  5. การอนุรักษ์ศิลปะกรีก 8
  6. สรุป 9

รายการอ้างอิง 10

ศิลปกรรมกรีกโบราณ

1.บทนำ

ประเทศกรีก ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ในแถบทะเลอีเจียน มีอาณาเขตติดทะเลเป็นส่วนมาก ภูมิประเทศที่มีการปกครองแบบนครรัฐ โดยมีความเป็นประชาธิปไตยและให้อิสระเสรีแก่ประชาชนในการคิดแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง

ชาวกรีก เป็นชนเผ่าอินโดยุโรเปียน ที่อพยพมาจากตอนเหนือของทวีปยุโรป คำว่า "กรีก" นั้นเป็นคำที่โรมันใช้เรียก แต่กรีกนั้นเรียกตัวเองว่า "เฮเลน" และศิลปะกรีกมักเรียกว่า "เฮลเลนิก"

ชาวกรีกมีอารยธรรมที่เจริญสูงส่งมาแต่อดีต มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน กรีก มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล นอกจากนี้ยังมีมรดก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันมากมาย ศิลปกรรมของกรีกโบราณก็นับว่ามีคุณค่าแก่ชนรุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง

ศิลปกรรมกรีก หมายรวมถึงศิลปะในประเทศกรีซและในดินแดนต่างๆใต้อิทธิพลกรีก รวมถึงอาณานิคมกรีก เป็นศิลปกรรมคลาสสิคมีผลมาจากความเชื่อดั้งเดิมของชาวกรีกที่อาจถือได้ว่าเป็นต้นแบบของศิลปกรรมตะวันตก เพราะมีอิทธิพลมากต่อรูปแบบศิลปกรรมต่างๆของยุโรป ชาวกรีกใช้ศิลปะเพื่อถ่ายทอดความคิดความรู้สึกออกมาเป็นรูปธรรม

กรีกมีลักษณะพฤติกรรมเป็นผู้แสวงหาความจริงด้วยเหตุผลซึ่งมีปรัชญาเป็นแนวทางแล้วใช้ความจริงนั้นสะท้อนทางรูปแบบศิลปกรรม ให้อิทธิพลต่ออารยธรรมตะวันตกจนถึงกับมีคำพังเพยว่า อารยธรรมกรีกเป็นมารดาของอารยธรรมตะวันตกทั้งมวล

 

2.ลักษณะของศิลปะกรีก

ศิลปะกรีกนั้นแสดงออกถึงรากฐานความเชื่อของชาวกรีก มุมมองและทัศนคติของชาวกรีกต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกรีก ศิลปกรรมกรีกแสดงให้เห็นถึงลักษณะต่างๆของชาวกรีกได้เป็นอย่างดี ทั้ง วัฒนธรรม การอยู่อาศัย คติความเชื่อ ประเพณีต่างๆ

ชาวกรีกโบราณมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าและเทพเจ้าที่ชาวกรีกนับถือมีหลายองค์ การสร้างสรรค์งานทางศิลปะส่วนใหญ่มาจากความเชื่อนี้สังเกตได้จาก วิหารที่สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า รูปปั้น รูปสลักที่ใช้เป็นตัวแทนเทพเจ้า

ความเชื่อหลายประการที่มีผลต่อลักษณะของศิลปกรรม คือเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งเชื่อในความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ นิยมความเป็นกลางและความได้สัดส่วนกันของสรรพสิ่ง ศิลปะกรีกแสดงให้เห็นความเป็นนักวัตถุนิยมของชาวกรีกและแสดงให้เห็นว่ากรีกยกย่องชื่นชมมนุษย์ว่าเป็นสัตว์โลกที่สำคัญที่สุดโดยแสดงผ่านงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์

นอกจากนี้กรีกยังเชื่อความเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าความดีคือความรู้ ผู้แสวงหาความรู้ก็คือมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้มีปัญญา มีสมองดี กล้าหาญและไม่ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น

ศิลปกรรมกรีกนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องมนุษยนิยมของกรีกเป็นอย่างมาก แม้จะปรากฏรูปสมมติเทพเจ้าแต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์ชัดเจน จะเห็นได้ว่าเทพเจ้าของชาวกรีกมีรูปร่างและลักษณะนิสัยเช่นเดียวกับมนุษย์ในทุกด้าน แตกต่างกันแค่เพียงว่า เทพเจ้ามีพลังอำนาจเหนือมนุษย์เท่านั้น

ศิลปะของกรีกมีลักษณะรูปนิยมเหมือนจริง งานดั้งเดิมมีลักษณเหมือนศิลปะสมัยหินเก่าและศิลปะชนเผ่าบุชแมนคือเป็นศิลปะแบบของรูปมีชีวิต แต่กรีกไม่ค่อยพอใจความมีชีวิตชีวาของธรรมชาติและศิลปะ พยายามอธิบายความมีชีวิตชีวาด้วยสูตรหรือมาตรฐาน ชาวกรีกคิดค้นสูตรทองคำ(สัดส่วนอันเลิศล้ำ) ขึ้นเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้คำนวณสัดส่วนของรูป และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของศิลปะแบบคลาสสิค (รีด 2530:103-104)

สิ่งที่มีผลกระทบต่อรูปแบบศิลปกรรมก็คือความมั่นคงปลอดภัยของรัฐและความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งภายนอกมีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ศิลปกรรมมีความเจริญหรือเสื่อมลง เมื่อชาวกรีกได้รับชัยชนะในการรบกับเปอร์เชียก็มีกำลังในการบูรณะสร้างสรรค์ศิลปกรรมที่สวยงามแต่เมื่อหลังจากชาวกรีกมาแตกแยกกันเองเกิดการรบระหว่างเอเธนส์และสปาร์ต้าในสงครามเพลอพอนนีเชียน* ทำให้รูปแบบศิลปกรรมมีความตกต่ำลงกว่าช่วงก่อนมาก

แม้ศิลปกรรมส่วนมากจะแสดงออกถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าของกรีก แต่ก็ไม่แสดงทัศนะที่ลึกซึ้งในทางศาสนาและไม่ลึกลับซับซ้อนนัก ศิลปะกรีกไม่ได้ถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากศรัทธาทางศาสนาโดยตรง เพราะผู้สร้างมักทำตามความพึงพอใจของตน เนื่องจากชาวกรีกมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ผลงาน และศาสนาก็ไม่ได้ผูกพันกับคนอย่างลึกซึ้งเช่นในสังคมอื่นๆ รวมทั้งศิลปินชาวกรีกเป็นตัวของตัวเองมาก ผลงานที่สร้างจึงไม่ได้ทำเพื่อพระหรือกษัตริย์ แต่สร้างศิลปะเพื่อรัฐ ผู้ครองรัฐและความเชื่อในส่วนตัวศิลปินเอง

ศิลปะของกรีกสามารถแบ่งเป็นยุคสมัยได้หลายรูปแบบ แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าจะแบ่งออกเป็น 5 ยุค ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

สมัยแรกคือยุคจีโอเมตริกหรือยุคเรขาคณิตประมาณ 1100-650 ก่อนคริสตศักราช ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาและงานประติมากรรมขนาดเล็ก เป็นแจกันระบายสีที่เขียนตกแต่งเป็นลายเส้นต่างๆและลายทางเรขาคณิต ช่วยปลายสมัยมีลายรูปคน สัตว์ หรือ รูปทิวทัศน์ประดิษฐ์(สิ่งในธรรมชาติ)ร่วมด้วย แต่ก็ยังมีรูปร่างเป็นแบบนามธรรม

ยุคสมัยต่อมาคือสมัยโอเรียนตัล มีอิทธิพลของอารยธรรมตะวันออก เช่น อียิปต์ ซีเรียและโฟนีเซีย เข้ามาทำให้ศิลปกรรมได้ขยายขอบข่ายและเปลี่ยนเป้าหมายไปมาก

สมัยอาร์คาอิกเป็นสมัยที่สี่อยู่ในระยะช่วง 651-451 ก่อนคริสตกาล จิตรกรรมพัฒนาถึงจุดสูงมาก งานศิลปกรรมปรากฏกว้างขวาง ประติมากรรมใช้ตกแต่งสถาปัตยกรรม นิยมปั้นไหและแจกันโดยเขียนสีตกแต่งแสดงเรื่องราว ประติมากรรมรูปคนมีลักษณะเรียบง่าย ค่อนข้างกระด้างไม่นิ่มนวล

ศิลปะสมัยคลาสสิคเป็นยุคที่ศิลปะมีความเจริญสูงสุด อาจเรียกได้เป็นยุคทอง ราว450-300 ก่อนคริสตศักราช แบ่งออกเป็นสองยุคคือ ยุคก่อนสูงสุดและสูงสุดหรือเพริคลีส ก่อนสูงสุด เป็นสถาปัตยกรรมเสียส่วนใหญ่ ยุคเพริคลีสเริ่มเมื่ออะโครโปลิสได้รับการซ่อมแซมใหม่หลังสงครามกับเปอร์เซีย ศิลปกรรมจึงมีความโดดเด่นทั้งประติมากรรม จิตรกรรมและสถาปัตยกรรม ผลงานมีความสมบูรณ์บริสุทธิ์และชัดเจน

สมัยเฮเลนิสติก ไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาได้แน่นอนแต่ถือว่าจุดเริ่มต้นของสมัยนี้คือหลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสวรรคต และสิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรกรีกตกเป็นของโรมัน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ขยายอาณาเขตไปกว้างขวางทำให้ศิลปะกรีกได้ถูกนำไปผสมกับศิลปวัฒนธรรมของแคว้นต่างๆ ยุคนี้เป็นยุคที่งานศิลปกรรมเริ่มเสื่อมลง การสร้างงานมีลักษณะเป็นสกุลช่าง ซึ่งกระจายไปตามศูนย์กลางของศิลปะในเมืองต่างๆที่กรีกยึดครองได้

จากการสังเกตลักษณะการพัฒนาของศิลปกรรมกรีกนั้นทำให้เห็นขั้นตอนที่คล้ายกับช่วงชีวิตของมนุษย์ กล่าวคือ สมัยแรกๆยังคล้ายเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ ต่อมาพัฒนาไปสู่วัยหนุ่มที่ศิลปกรรมมีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดและค่อยๆตกต่ำลงดังเช่นมนุษย์ในวัยชรา

 

3.ศิลปะแขนงต่างๆ

ชาวกรีกได้สร้างผลงานศิลปกรรมต่างๆที่มีคุณค่าโดดเด่นไว้มากมาย รูปแบบศิลปกรรมกรีกสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ จิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปัตยกรรม

3.1 จิตรกรรม

กรีกไม่นิยมสร้างจิตรกรรมนักเพราะถือว่าไม่อาจถ่ายทอดลักษณะที่แท้จริงได้ จิตรกรรมส่วนใหญ่สร้างไว้ประดับตกแต่งบนภาชนะเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ เช่น ไห แจกัน อีกทั้งมีภาพบนผนัง ซึ่งแม้จะถือว่าเป็นจิตรกรรมแท้ของกรีกก็ยังขาดความเป็นเอกลักษณ์เพราะมักเป็นภาพเล่าเรื่อง

ผลงานด้านจิตรกรรมนี้ไม่ค่อยเด่นชัดเท่าที่ควรเนื่องจากหลักฐานมักจะสูญหายไปเสียส่วนมากไม่คงทนเท่ากับศิลปะแขนงอื่นๆ จึงขุดพบไม่มากนัก

ในสมัยเรขาคณิตจะปรากฎเครื่องปั้นดินเผาที่เขียนเป็นลวดลายง่ายๆ เป็นเรขาคณิตรวมทั้งรูปร่างต่างๆ รูปคนจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆที่เรียบง่ายและคมชัด

สมัยโอเรียนตัล การตกแต่งแจกันเป็นรูปแบบที่สำคัญที่สุด จะตกแต่งเป็นภาพเล่าเรื่อง รูปคนและสัตว์เริ่มสำคัญขึ้น เขียนภาพละเอียดดูเหมือนจริงมากขึ้น มีการเสนอความคิดใหม่ๆขึ้น เช่นการเขียนภาพสงคราม การต่อสู้ ภาพอสุรกาย

สมัยอาร์คาอิก จิตกรรมแจกันพัฒนามาถึงจุดสูงมาก มีการนำภาพจากเทพนิยายและชีวิตประจำวันมาเขียนเป็นภาพสี แม้แค่ระบายสีลงไปแบนๆแต่ก็ทำให้ดูมีชีวิตและมีรายละเอียดตามแบบธรรมชาติมากขึ้น ส่วนงานจิตรกรรมฝาผนังและแผ่นไม้ไม่มีเหลืออยู่แต่สันนิษฐานได้ว่าคงใช้เทคนิคคล้ายกัน(อัศนีย์ ชูอรุณ และเฉลิมศรีชูอรุณ 2528:20) ช่วงนี้มักใช้สีดำเขียนบนพื้นสีแดง

สมัยคลาสสิก เขียนภาพสีแดงบนพื้นดำ แต่เทคนิคก้าวหน้าขึ้น มีการลวงตาทำให้ภาพกลมเหมือนเป็นรูปปั้น และแสดงรูปทรงทางลึก ผลงานที่เหลือมีแต่ภาพบนแจกัน

สมัยเฮเลนิสติกมีการเขียนลวดลายผสมภาพคนและสัตว์บนภาพจิตรกรรม

จิตรกรรมกรีกนิยมใช้สีแดงและดำ ระบายตามเรือนร่างมนุษย์ท่าทางต่างๆกันบนผนัง ตัดด้วยเส้นหนักเพื่อเน้นรูปแบบและท่าทางให้เด่นชัด มีลักษณะความใกล้ไกล โดยการเหลื่อมซ้อนกันของรูป และกำหนดขนาดภาพใหญ่ เล็ก

3.2 ประติมากรรม

ประติมากรรมเป็นงานศิลปกรรมอีกแขนงหนึ่งที่ได้รับยกย่อง นับว่ามีการพัฒนาการจากความแข็งกระด้างจนมีความอ่อนช้อยงดงามขึ้นมากในสมัยหลัง

3.2.1 ลักษณะเด่น

ประติมากรรมกรีกมีลักษณะเด่นหลายประการ ที่เด่นที่สุดคือความงามของรูปทรงและท่าทางทั้งรูปคนและสัตว์ รูปแบบของประติมากรรมกรีกมีสัดส่วนที่งดงาม และแสดงกล้ามเนื้อ เพื่อให้เห็นความแข็งแรงของมนุษย์ตามแนวความเชื่อแบบมนุษย์นิยม

สมัยแรกๆประติมากรรมมักมีเรื่องทางศาสนาประกอบ ส่วนมากพบรูปที่เป็นสำริดซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้สร้างถวายเทพเจ้า วัสดุที่นิยมโดยทั่วไปคือทองแดงและดินเผา บ้างก็มีงานแกะสลักไม้ขนาดใหญ่แต่ก็สูญหายไปเกือบหมด ( อัศนีย์ ชูอรุณ 2530: 34 )

สมัยโอเรียนตัล เลือกใช้หินมาสร้างงาน ทำให้งานมีความคงทนขึ้นผลงานจึงยังคงมีเหลือมาถึงปัจจุบัน

สมัยต่อมาในยุคอาร์คาอิก งานมีลักษณะเรียบๆ นิยมแกะสลักเป็นรูปคน ผู้หญิงเรียกว่าคูเร มักนุ่งกระโปรงยามที่เรียกทูนิค ผู้ชายเรียก คูรอส มักเป็นรูปเปลือย ทั้งรูปชายและหญิงมีผมหยิกเป็นปมหยาบ มีรอยยิ้มนิดๆ นิยมในราว 650 ปีก่อนคริสตศักราชซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลประติมากรรมอียิปต์ที่มีลักษณะง่ายและแข็งกระด้าง (นิพนธ์ ทวีกาญจน์ 2529: 194) รอยยิ้มที่เป็นลักษณะเฉพาะซึ่งเรียกว่ายิ้มอาร์คาอิกนี้ เป็นการยิ้มตรงมุมปากและมีรอยตวัดขึ้น เป็นการแสดงว่ามีการเคลื่อนไหวบนใบหน้า งานประติมากรรมแต่เดิมมีการระบายสีทับลงไปเพื่อให้ดูสวยงามและเหมือนจริงมากขึ้น

ในสมัยนี้มีการสร้างประติมากรรมชิ้นแรกที่มีขนาดใหญ่ และใช้ตั้งอิสระโดยไม่ต้องนำไปตั้งไว้กับสถาปัตยกรรม รูปแบบประติมากรรมค่อยๆเปลี่ยนแปลงจนเริ่มมีความสง่างามและดูเหมือนมีชีวิตจริงมากขึ้น โดยเฉพาะในปลายสมัย แสดงว่าชาวกรีกสนใจเรื่องกายวิภาคของคนและสัตว์มากขึ้น แม้แต่เสื้อผ้าก็มีรอยยับที่สัมพันธ์กับร่างกาย

ในยุคคลาสสิคมีการค้นพบท่ายืนที่ทำให้เกิดความสมดุลกลมกลืน จัดภาพแบบถ่วงน้ำหนักให้สมดุล มีชื่อเรียกว่าท่าแบบโพลิคลิตันไอเดียล หรือท่าคอนแตรปโปสโต คือจะเป็นท่ายืนที่หย่อนขาขางหนึ่ง ยืนโดยลงน้ำหนักที่เท้าขวา แขนซ้ายงอ ท่ายืนที่ให้น้ำหนักอยู่ที่ขาข้างเดียวนี้เป็นท่ายืนพักที่สบายและประสานกลมกลืนกันมาก และท่าแบบนี้ยังสามารถสร้างให้รูปคนต่างๆสมดุลกันดีให้ความรู้สึกที่เคลื่อนไหว มีส่วนสัดกลมกลืน กายวิภาคสมบูรณ์ เกินคนธรรมดา แสดงถึงรูปคนในอุดมคติ มีการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า แสดงออกท่าเคลื่อนไหวของร่างกาย ประติมากรรมแบบนูน เป็นรูปเรื่องราวซับซ้อน อยู่บนแผ่นหินที่ประกอบอยู่บนคานพาดหัวเสาซึ่งเรียกว่าฟรีซ แสดงความกลมกันกันในการจัดภาพ มีการเว้นช่องว่างสมดุลดีเลิศ

สมัยเฮเลนิสติก ประติมากรรมมีศูนย์การสร้างสรรค์อยู่ไกลจากแผ่นดินใหญ่เพราะศิลปินเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่างๆ ทำให้แยกความแตกต่างได้ยาก ประติมากรรมสมัยนี้ไม่ได้ใช้ประกอบสถาปัตยกรรมแต่ไว้ตั้งบนที่โล่งรูปคนหรือกลุ่มคน คือเป็นรูปตั้งอิสระ นิยมทำรูปคนเหมือนและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เห็นส่วนละเอียด ลักษณะรูปเหมือนจริง พัฒนามานิยมรูปชีวิตประจำวัน(เจนเร) แสดงลักษณะเฉพาะของบุคคล และบางทีก็แสดงความขบขัน ไม่สง่างามและน่าเวทนา รูปคนมีสัดส่วนและเพรียวมากขึ้น นิยมทำท่าเคลื่อนไหวและได้ลักษณะเป็นสามมิติมากขึ้น

3.2.2 ประติมากรรมสำคัญ

ตัวอย่างประติมากรรมที่โดดเด่นมีมากมาย เช่นรูปนักขว้างจักรของไมรอน สร้างในสมัยเฮเลนิก แสดงกล้ามเนื้อทุกส่วนได้สวยงามและชัดเจน แสดงความสมบูรณ์ของรูปคนที่ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา รูปของจริงสูญหายไปเหลือแต่รูปจำลองด้วยหินอ่อนที่โรมันทำเลียนแบบไว้ รูปนักขว้างจักรนี้แสดงให้เห็นความเจริญด้านประติมากรรมอย่างสูง มีการวาง
น้ำหนักให้ลงบนขาทั้งสองข้างได้อย่างสมดุล แต่แม้อยู่ในลักษณะที่กำลังใช้พละกำลัง ผู้ปั้นก็สร้างรูปให้มีสีหน้าที่สงบเคร่งขรึมและไม่บิดเบี้ยวเพราะการออกกำลัง ทำให้เห็นว่าชาวกรีกสมัยเฮเลนิคยังรักษาอาการสงบซึ่งเป็นความดีตามอุดมคติของเขาไว้ โดยไม่สร้างให้หน้าตามีลักษณะตามความจริง

รูปปั้นเทพีอะโฟรไดต์หรือวีนัสแห่งเกาะไมลอสสร้างขึ้นราวปี 150-100 ก่อนคริสตกาล โดยแฟแคลิเตส เป็นประติมากรรมในสมัยเฮเลนิสติกที่รู้จักกันดี พบที่เกาะมิโลในแถบทะเลอีเจียน ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟท์ ประเทศฝรั่งเศส ไม่ทราบผู้แกะสลัก

เทพซีอุส ที่โอลิมเปีย ประติมากรชื่อ ฟิเดียสซึ่งอยู่ในสมัยคลาสสิคเป็นผู้แกะสลัก งานนี้สร้างชื่อเสียงให้แก่เขามาก รูปปั้นนี้สูงราว 14 เมตร อยู่ในท่าประทับนั่งบนบัลลังก์ พระหัตถ์ซ้ายถือคทา พระหัตถ์ขวายื่นรองรับเทพเจ้าแห่งชัยชนะ พระวรกายมีงาช้างแผ่นบางๆมาประดับต่อกัน ส่วนผมและหนวดทำด้วยทองคำ บัลลังก์และฐานรองรับตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อโรมันเข้ายึดครองกรีกก็ได้เคลื่อนย้ายไปกรุงคอนสแตนติโนเปิลและหลอมงาช้างและทองคำไป

3.3 สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมยุคแรกๆสร้างด้วยไม้และอิฐตากแดดจึงไม่ค่อยคงทนเท่าที่ควร จึงทำให้ไม่มีหลักฐานหลงเหลือให้ได้ศึกษากันในปัจจุบัน

3.3.1 ลักษณะเด่น

นิยมสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนแน่นอน* รู้จักเลือกบริเวณที่เหมาะสมสำหรับสิ่งก่อสร้าง โดยให้สิ่งก่อสร้างสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ

ส่วนใหญ่สถาปัตยกรรมกรีกนี้จะเป็นแบบเรียบง่าย มีห้องเดียวหรือสองห้อง นิยมมีประตูเดียว มีเสาเรียงเป็นแถวอยู่ภายนอก ผนังอยู่ด้านใน บางครั้งก็มีการออกแบบตกแต่งเป็นพิเศษในบริเวณหน้าจั่ว และภายในจะประกอบด้วยประติมากรรมรูปเทพเจ้า(นิพนธ์ ทวีกาญจน์2529:185) ระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นระบบเสากับคาน และนิยมเอาความงามของรูปร่างมนุษย์ประสานกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมได้อย่างเหมาะสม

สิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารสำหรับประชาชนก็มักประดับด้วยภาพแกะสลัก และรูปสลักร่างกายมนุษย์ที่มีสัดส่วนที่งดงาม

รูปแบบของสถาปัตยกรรมกรีกจะพิจารณาจากลักษณะของหัวเสาซึ่งจะทำให้แบ่งลักษณะเฉพาะของรูปแบบสถาปัตยกรรมออกได้เป็น 3 ชนิดที่แตกต่างกัน

1) แบบที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่วิหารแบบดอริค ซึ่งมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์กาล โดยพวกดอเรียนสมัยโบราณนิยมใช้ มีความงามเรียบง่าย แสดงความมั่นคงแข็งแรง ลักษณะฐานเสาเป็นชั้นซ้อน โค้งเล็กน้อย ลำเสามีลักษณะบวม ส่วนล่างใหญ่และเรียวขึ้นไป ปลายเสาลู่เข้าหากันเล็กน้อยเพื่อให้อาคารดูหนักแน่นขึ้น มีการแกะเสาเป็นร่องเว้า ตอนบนหัวเสามีลักษณะเรียบง่ายที่สุดในสามแบบคือเป็นลักษณะทแยงและไม่มีลวดลายอื่น ลักษณะแบบนี้ มีความแพร่หลายมากที่สุด และส่วนมากวิหารที่งามที่สุดมักสร้างแบบดอริกนี้

2) แบบไอโอนิก นิยมแพร่หลายในนครรัฐไอโอเนียนในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ลักษณะเรียวกว่าเสาแบบดอริก หัวเสาเปลี่ยนมาเป็นรูปโค้งม้วนลงมาสองข้าง มีลักษณะงดงามแช่มช้อย

3)แบบโครินเธียน ดัดแปลงจากแบบไอโอนิค ปรากฎในช่วนศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เสาแบบนี้เรียวขึ้นกว่าแบบไอโอนิค หัวเสาตกแต่งด้วยการแกะสลักเป็นรูปใบไม้ประดิษฐ์ แสดงความงดงามอย่างหรูหรา

3.3.2 สิ่งก่อสร้างสำคัญ

สิ่งก่อสร้างของกรีกที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกก็คือวิหารพาร์เธนอนบนเนินอะโครโพลิส สร้างขึ้นในราวปี 437-432 ก่อนคริสตกาล เพื่อถวายเทพีเอเธนา สร้างโดยสถาปนิกชื่ออิกตินัสและคาลิคราติส ในสมัยของเอพิคลิส มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบดอริกที่มีส่วนประกอบของไอโอนิกร่วมด้วย มีการแกะสลักตกแต่งหน้าจั่วด้านตะวันตกแสดงเรื่องเทพีเอเธนาและเทพเจ้าโปไซดอน และภายในเป็นที่ประดิษฐานรูปแกะสลักเทพีเอเธนา

วิหารนี้นับว่าเป็นแบบอย่างของสิ่งก่อสร้างชั้นยอดของโลกชิ้นหนึ่ง ตัววิหารมีความงดงามในความเรียบง่ายและประสานกันอย่างลงตัวในทุกส่วนอย่างหาที่ติไม่ได้ (มัทนา เกษกมล 2538: 161)

โรงละครเป็นงานศิลปกรรมที่ทำเพื่อประชาชน อย่างหนึ่ง มีชื่อเฉพาะว่าโอเดียม ที่มีชื่อเสียงคือ โรงละครเอพิเดอรุส สร้างสมัยหลังคลาสิคและก่อนเฮเลนิสติ ประมาณ 350ปี ก่อนคริสตศักราช โดยสร้างอยู่เชิงเขา เป็นรูปทางครึ่งวงกลม กว้าง 387ฟุต ศูนย์กลางของโรงละครสร้างเป็นรูปวงกลม สำหรับดนตรีออร์เคสตร้า

4. อิทธิพลต่อศิลปะของชาติอื่น

อิทธิพลของศิลปกรรมกรีกนี้ได้แพร่ขยายไปทั่วยุโรปและดินแดนแถบตะวันออก ตั้งแต่ยุคโบราณ และในปัจจุบันนี้ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและได้รับการลอกเลียนแบบอย่างมากมาย

ทั้งนี้การแพร่ขยายของอารยธรรมรวมถึงศิลปกรรมกรีกเกิดขึ้นมากในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชขณะที่มีการขยายอาณาเขตไปกว้างขวาง งานศิลปะแพร่ไปในอาณานิคมของกรีก ในยุค เฮเลนิสติค ทั้งเอเชีย แอฟริกาและยุโรป และมีการตั้งศูนย์กลางการเผยแพร่อารยธรรมตามเมืองต่างๆมีผลทำให้ศิลปกรรมกรีกได้แพร่ขยายเป็นที่รู้จักในดินแดนอาณานิคม อีกทั้งงานศิลปกรรมกรีกยังเป็นแรงบันดาลใจต่ออินเดีย และมีอิทธิพลต่อจิตรกรจีนและญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ศิลปกรรมกรีกยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปกรรมโรมันเนื่องจากโรมันนั้นได้มายึดครองกรีกและถ่ายทอดอารยธรรมของชาวกรีกไปแทบทุกด้าน และโรมันยังได้มีการลอกเลียนผลงานทางศิลปกรรมกรีกอย่างมากในสมัยนั้น อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมและประติมากรรมกรีกที่ได้รับไปทำให้โรมันได้รับความยกย่องมากในเวลาต่อมา

ศิลปกรรมกรีกโบราณไม่ใช่จะได้รับความนิยมเพียงแค่ในสมัยกรีกและโรมันเท่านั้น แต่ยังได้กลับมานิยมกันอีกในสมัยหลัง คือเมื่อสมัยกลางของยุโรปสิ้นสุด เริ่มมาสู่สมัยเรอเนสซองค์ ก็ได้มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของกรีกและโรมัน เนื่องจากสมัยนั้นผู้คนสนใจศึกษาเรื่องราวของกรีกและโรมันมาก ทั้งความคิดความเชื่อ ศิลปวิทยาการ ความรู้ต่างๆ จึงเป็นผลให้ลักษณะของศิลปะ
กรีกกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ซึ่งความนิยมนี้ก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆทั่วยุโรป และเมื่อในราวศตวรรษที่18 หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ได้มีความเคลื่อนไหวใหม่ทางศิลปกรรมขึ้นมาซึ่งมีชื่อเรียกกันว่านีโอ-คลาสสิคซึ่งให้ความสนใจในศิลปกรรมกรีกและโรมันโบราณ มีการขุดพบหลักฐานเกี่ยวกับศิลปกรรมกรีกและโรมันเป็นจำนวนมากและมีการค้นคว้าอย่างถูกต้องตามหลักวิชาที่ช่วยให้ความรู้ในอดีตแจ่มชัดขึ้น ทำให้ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมมีความเด่นชัดจึงได้เป็นแรงดลใจให้ศิลปินนำไปสร้างสรรค์ผลงานของตนกันมาก และอิทธิพลนี้ก็แพร่ขยายไปทั้งทวีปยุโรปและอเมริกา

 

 

5. การอนุรักษ์ศิลปะกรีก

ศิลปกรรมต่างๆของกรีกนั้นได้มีการผุกร่อนพังทลายไปตามกาลเวลา ได้มีผู้เสนอแนวคิดการอนุรักษ์ศิลปกรรมไว้คือเป็นการต่อเติมเฉพาะส่วนที่เสียหาย โดยไม่ใช่การสร้างใหม่ทั้งหมด วิธีนี้เรียกว่า อนาสไตโลซีส ซึ่งเป็นวิธีการบูรณะศิลปกรรมที่เเป็นการรวมชิ้นส่วนที่คงเหลือในสภาพกระจัดกระจายเข้าด้วยกันโดยใช้วัสดุใหม่มาเป็นตัวประสาน (ไดมาโคโปลอส 2539:121-132)

วิธีการแบบอนาสสไตโลซีสได้ใช้ในการซ่อมโบราณสถานที่สำคัญของกรีกมานานก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในประเทศอื่น

ตามเรื่องราวในประวัติศาสตร์กล่าวว่า สถาปัตยกรรมได้เคยถูกบูรณะมาหลายครั้งแล้ว เนื่องจากการพังทลายหลังเกิดสงคราม ก็นับว่าชาวกรีกสมัยก่อนก็มีความคิดที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูผลงานศิลปกรรมเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ผลงานศิลปกรรมประเภทจิตรกรรมและประติมากรรมส่วนมากของกรีกนั้นก็ได้กระจายไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ทั้งตามพิพิธภัณฑ์ในประเทศกรีซเองหรือประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า กรีกนั้น ในสมัยก่อนได้ปล่อยสถาปัตยกรรมทิ้งร้างไว้ เมื่อชาวยุโรปมาพบจึงได้ขนย้ายผลงานศิลปะต่างๆที่บรรจุอยู่ภายในไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประเทศตน

 

6.สรุป

ศิลปกรรมในสมัยกรีก เป็นศิลปกรรมที่เปิดเผยให้เห็นถึงความสามารถของมนุษย์ ในการจะแสวงหาความจริงตามเหตุผล โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของมนุษย์ที่มีเรือนร่างสมบูรณ์มีท่าทางเหมาะสม อีกทั้งแสดงถึงความเชื่อ ลักษณะนิสัยของชาวกรีก ว่ามีลักษณะเป็นนักมนุษยนิยม ธรรมชาตินิยม และแสดงให้เห็นวิวัฒนาการมาเป็นระยะจนถึงการเสื่อมสลายของอารยธรรม

ศิลปกรรมของกรีกนั้นมีอิทธิพลต่อศิลปะของชนชาติต่างๆในตะวันตกมากโดยถือกันว่าเป็นศิลปกรรมต้นแบบ และเป็นศิลปกรรมคลาสสิค ที่ไม่มีล้าสมัย อีกทั้งมีความงามมาก แต่ผลงานทางศิลปะของกรีกนั้น สร้างมาเป็นเวลานานแล้วจึงมีการเสื่อมสลาย ผุพังไปตามกาลเวลา ศิลปกรรมบางชิ้นก็ไม่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน จึงทำให้ไม่สามารถศึกษารูปแบบศิลปกรรมทั้งหมดในรูปแบบที่สมบูรณ์ได้

 

รายการอ้างอิง

รีด, เฮอเบิร์ต. คู่มือศิลปศึกษา ความหมายของศิลปะ. แปลโดย กิติมา อมรทัต. กรุงเทพมหานคร: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2530.

นิพนธ์ ทวีกาญจน์. ประวัติศาสตร์ศิลป์: สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย กรีก โรมัน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2529.

อัศนีย์ ชูอรุณ. ประวัติศิลปะตะวันตก. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2530.

และ เฉลิมศรี ชูอรุณ. แบบอย่างศิลปะตะวันตก. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2528.

ไดมาโคโปลอส, จอร์แดน. "ความเป็นมาของวิธีบูรณะโบราณสถานแบบอนาสไตโลซีสในกรีซ." แปลโดย สมชาติ จึงสิริอารักษ์. เมืองโบราณ 22, 1(2539): 121-132.

มัทนา เกษกมล. ประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตกยุคโบราณ. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 2538.