Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!
สังคมพืช

สังคมพืชบริเวณป่ารอยต่อ 5 จังหวัดนี้ จัดเป็นป่าลุ่มต่ำที่สมบูรณ์มีเนื้อที่มากที่สุดของประเทศ หากพิจารณา ตามประเภทของป่าแล้วสามารถจำแนกได้ 4 ประเภทคือ ป่าดงดิบแล้ง (dry evergreen forest ) ป่าดงดิบชื้น (moist evergreen forest) ป่าเบญจพรรณชื้น (moist mixed deciduous forest) และป่าเต็งรัง (dry dipterocarp forest) สังคมพืชบริเวณป่ารอยต่อ 5 จังหวัดนี้ นายจำลอง เพ็งคล้าย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพฤกษศาสตร์ ของกรมป่าไม้ ได้ให้ความเห็นว่าเป็นสังคมพืชที่มีความพิเศษทางด้านนิเวศวิทยา กล่าวคือ เป็นสังคมพืชที่มีการซ้อนทับของลักษณะทางนิเวศวิทยาของป่าภาคกลางกับนิเวศวิทยาของป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในสังคมพืชที่เป็นป่าดงดิบแล้ง จะมีลักษณะที่กึ่งไปทางสังคมพืชของป่าดงดิบชื้นและมีไม้ตะแบกใหญ่ (Lagerstroemia calyculata)เป็นป่าไม้ที่มีลักษณะเด่นมาก ครอบครองพื้นที่มากที่สุด ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะไม่ปรากฏในป่าแห่งอื่น ๆ ของประเทศ นอกจากนั้นจากกราสังเกตพบว่าสังคมพืชที่เป็นป่าเต็งรังมักจะมีขนาดเล็กมีเนื้อที่ไม่มาก และเป็นป่าที่มีความชื้นและมีพรรณไม้ขึนหนาแน่นกว่าป่าเต็งรังที่พบทั่วไปในบริเวณอื่น
สังคมพืชในป่ารอยต่อ 5 จังหวัด สามารถอธิบายตามประเภทของป่าได้ดังนี้
ป่าดงดิบแล้ง
เป็นสังคมพืชที่คลุมพื้นที่มากที่สุดหากไม่รวมพื้นที่ทุ่งหญ้า และไร่ร้างที่เกิดจากการบุกรุกของราษฎร แล้วคาดว่าป่าดงดิบแล้งจะคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 95 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดในป่าแห่งนี้ โครงสร้างของสังคมพืชในป่าดงดิบแล้งแบ่งได้เป็น 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นไม้ชั้นบน (upper tree layer)มีความสูงประมาณ 20-40 เมตร พรรณไม้เด่นได้แก่ ตะแบกใหญ่ (lagerstoemia clayculata)สมพง (tetrameles nudiflora ) กระบก (lrvingia malayana) มะค่าโมง (afzelia xylocarpa) ตะเคียนทอง (hopea ordorata) และกระทุ่มน้ำ (daubanga grandiflora) เป็นต้น ไม้ชั้นกลาง (middle tree layer) ประกอบด้วยไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงอยู่ระหว่าง 10-25 เมตร ส่วนใหญ่เป็นไม้ไม่ผลัดใบ พรรณไม้ในชั้นนี้ได้แก่ คอแลน (nephelium hypoleucum) แก้วป่า (murraya paniculata) กระหนานปลิง (pterospermum aceri folium) กระเบาลิง (hydnocarpus ilicifolius)พิกุลป่า (homaliim damronggianum) กัดลิ้น(walsura trichostemon) และมะไฟ(baccaurea sapida) เป็นต้น ไม้ชั้นล่าง (lower tree loyer) เป็นชั้นของไม้พุ่ม ได้แก่ข่อยหนาม (streblus taxoides) เปล้าเงิน (vibumum ordoratissimum) และพลองขี้นก (memecylon floribumdum) ขั้นสุดท้ายเป็นชั้นไม้พื้นป่า (ground layer) ประกอบด้วยลูกไม้ของไม้ชั้นเรือนยอดทั้ง 3 ที่กล่าวมาแล้วนอกจากนั้นก็จะพบไม้ทนร่มอื่น ๆ จำพวกเฟิร์น ไม้ในวงศ์ขิงข่า (zingiberaceae) เร่ว (amomum biflorum) ดอกดิน (aeginetia pedunculata) และว่านเพชรหึง (gramatopgyllum speciosum) ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
ป่าดงดิบชื้น
เป็นสังคมพืชที่พบในบริเวณของป่ารอยต่อ 5 จังหวัดและมีเนื้อที่ไม่มาก จากการสำรวจเบื้องต้น พบเฉพาะบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนบริเวณที่ลุ่มตามหุบเขาและเชิงเขา เป็นป่าที่มีความสำคัญทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านนิเวศวิทยา เนื่องจากมีพรรณไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ระกำป่า หวายสกุลต่าง ๆ และเร่ว ซึ่งเป็นสมุนไพรที่พบได้ทั่วไปในป่าประเภทนี้ โครงสร้างของป่าดงดิบชื้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้นคือ ไม้ชั้นบน ไม้ชั้นล่าง และไม้พื้นป่า ไม้ชั้นบน ประกอบด้วยพรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ยางนา (dipterocarpus alatus )กระบาก (anisoptera costata) ปออีเก้ง (sterculia campanulata) กระท้อน (sandoricum indicum) ลูกดิ่ง (parkia speciosa) และมังตาล (schima wallichii) เป็นต้น ไม้ชั้นรอง ได้แก่ จันทร์กะพ้อ (vatica diospyroides ) มังคุดป่า (garcinia atroviridis )และรักขาว (semecerpus cochinchinensis) เป็นต้น ไม้พื้นป่า จะรกทึบ ประกอบด้วยไม้พุ่ม ปาล์ม หวาย เถาวัลย์ชนิดต่าง ๆ เช่น กระไดลิง (bauhinia scandens) และแสลงพัน (B. bracteata) นอกจากนั้นยังมีพรรณพืชที่สำคัญที่กล่าวมาแล้ว คือ ระกำป่า (salacca rumphii) และเร่ว (amomum biflorum) ซึ่งพรรณไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ขึ้นหนาแน่นในป่าดงดิบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน และพบเพียงไม่กี่แห่งในประเทศ
ป่าเบญจพรรณชื้น
เป็นสังคมพืชที่โปร่ง พื้นป่าไม่รกทึบในฤดูแล้ง ไม้ส่วนใหญ่จะผลัดใบ และมักมีไฟป่าไหม้ทุกปี ในป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พบป่าประเภทนี้น้อยมาก และเป็นป่าเบญจพรรณที่พบไผ่ชนิดต่าง ๆ น้อยมาก เมื่อเทียบกับป่าเบญจพรรณโดยทั่วไป โครงสร้างของป่าสามารถแบ่งคร่าว ๆ ได้ 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นไม้ชั้นบนที่มีความสูงประมาณ 20-30 เมตร ไม้เด่นที่พบได้แก่ กระบก (lrvingia malayana) ตะแบกใหญ่ (lagerstroemia calyculata) พยุง (dalbergia cochinchinensis ) อะราง (peltophorum dasyrachis) ประดู่ (pterocarpus macrocarpus) แดง (xylia xylocarpa) และะงิ้วป่า (bambax valetonii) เป็นต้น ไม้ชั้นรอง ประกอบด้วยไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลางมีความสูงระหว่าง 10-20 เมตร ไม้ที่พบได้แก่กว้าว (adina cordiflora ) อินทนิลบก (L. macrocarpa) ยอป่า (morinda coreia) ส้านหิ่ง (dillenia parviflora) เปล้าใหญ่ (croton oblongifofius) และโมกมัน (writhia tomentosa) เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างมักจะเป็นพวกข่าป่า (catimbium malaccense) หญ้าคา (lmperata cylindrica) และเถาวัลย์ชนิดต่าง ๆ
ป่าเต็งรัง
เป็นสังคมพืชที่พบน้อย ในป่าแห่งนี้มีป่าเต็งรังเพียงไม่กี่แห่งและเป็นหย่อมขนาดเล็กเท่านั้น เท่าที่สำรวจพบเพียงป่าระหว่างบ้านหนองคายกับบ้านซับขนุน ป่าบริเวณตอนใต้ของบ้านภูไท 2 นอกจากนั้นที่พบที่บริเวณรอบ ๆ ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เช่น บริเวณป่าใกล้บ้านหนอกคอก กิ่งอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา และป่าด้านอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ป่าประเภทนี้จะมีไฟป่าไหม้เกือบทุกปี ป่าเต็งรังเป็นป่าโปร่งมีพรรณไม้ขึ้นอยู่กระจัดกระจาย จากการสังเกตุพบว่าป่าเต็งรังบริเวณป่ารอยต่อนี้มีความชื้นค่อนข้างสูงและมีพรรณไม้ไม่ผลัดใบขึ้นรวมกันเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับป่าเต็งรังแห่งอื่น ๆ อาจเนื่องมาจากบริเวณนี้มีปริมาณน้ำฝนสูงก็เป็นได้ พันธุ์ไม้เด่นได้แก่ กราด (dipterocarpus intricarpus) กระโดน (hareeya aborea) ส้าน (dillinia obovata) เต็ง (shorea obtusa) รัง (S. siamensis) พะยอม (S. floribunda)แสลงใจ (strychnos nux-vomica) ติ้วขาว ( cartoxylum formosum) มะขามป้อม ( phyllantus embrica) และอะราง ( peltophorum dasyrachis) เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างมีหญ้าคา (lmperata cylindrica) กระเจียว (curcuma parriflora) หญ้าคมบาง (apluda mulica) และหญ้าขจรจบ (pennisetum polystachyon)เป็นต้น