Site hosted by Angelfire.com: Build your free website today!

      กระเจี๊ยบแดง      มะพร้าว     มะเขือเทศ      เงาะ         ละมุดฝรั่ง       ข้าวโพด       ทุเรียน        มะม่วงดิบ        มะละกอ       ลิ้นจี่       ส้มเขียวหวาน      ส้มโอ

 


กระเจี๊ยบแดง

                  กระเจี๊ยบ ส่วนที่รับประทานได้ คือ กลีบเลี้ยงและใบประดับ อุดมด้วยวิตามินซีและ ธาตุแคลเซียม ช่วยย่อยอาหาร ประเภทไขมัน ละลายเสมหะ บำรุงธาตุและเป็นยาระบาย  กลีบเลี้ยงนำมาบดเป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มรักษานิ่วได้ เมล็ด กระเจี๊ยบ แห้งบดละเอียด ผสมน้ำหรือต้มน้ำดื่มช่วยระบาย บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ และลดไขมันในเลือด


 

มะพร้าว

                  เนื้อมะพร้าว มีปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง โปรตีนปานกลาง มีน้ำมันถึง 65 เปอร์เซนต์ ซึ่งประกอบ ด้วยกรดไขมันอิ่มตัวหลายชนิด โดยเฉพาะ เนื้อมะพร้าวแก่จะมีไขมันมาก
               เนื้อมะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลังแก่ร่างกายช่วยขับปัสสวะ ขับพยาธิ และแก้ไข้ น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ทั้งยังให้ทารกดื่มแทนน้ำนมได้ สตรีที่กำลังมีประจำเดือนไม่ควรดื่ม จะทำให้ปวดท้อง ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน เกิน วันละ 4 ผลจะทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ นอกจากนี้มะพร้าวยังใช้ทาแก้ปวดเมื่อยแก้ขัดตามเส้นเอ็น ทาปผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก


 

มะเขือเทศ

                มะเขือเทศ มีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเกือบครบ เช่นวิตามินเอ บี ซี และเค เป็นผลไม้ที่ มีปริมาณ วิตามินเอ และซีสูง ทั้งยังมีสารแคโรทีนอยด์สีแดง เรียกว่า ไลโคปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งเช่น เดียวกับ เบตาแคโรทีน แต่มีฤทธิ์แรงกว่าถึง 2 เท่า


 

เงาะ

เงาะ ผลไม้รสหวานแต่ไม่จัดนี้อุดมด้วยวิตามินซีและน้ำตาล รับประทาน แก้บิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ไข้ได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถรับประทานได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป เปลือกเงาะมีรสฝาด มีสารแทนนิน ใช้เป็นยาขับ พยาธิ เมล็ดมีฤทธิ์ทำให้หลับ


 

ละมุดฝรั่ง

                    ละมุดฝรั่ง ผลสุกมีน้ำตาลสูง นิยมน้มาทำไวน์ผลไม้ ได้กลิ่นและรสชาติหอมหวาน ผลดิบมียางสีขาว ที่ให้ สาร Gutta มีชันและสารฝาดสมาน ในประเทศฟิลิปปินส์มีการนำผลไม้ชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ทางยาสารพัด เช่น เปลือกของต้น นำมาต้มดื่มแก้โรคบิด ยางใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เมล็ดใช้เป็นยาบำรุง ละมุดเป็ยผลไม้ที่มีรสหวานจัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยง


 

ข้าวโพด

                    ข้าวโพด อุดด้วยวิตามินเอและเส้นใยอาหาร ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคอ้วนเมล็ดข้าวโพด มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้บำรุงกระเพาะอาหาร ถ้านำมาต้มดื่มจะช่วยขับปัสสาวะ ไหมข้าวโพดหรือหนวดข้าวโพด 1 กรัมมือ นำมาต้มให้เดือดแล้วดื่มแต่น้ำเป็นประจำ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น


 

ทุเรียน

                      ทุเรียน ได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งผลไม้ เป็นผลไม้ที่มีความพิเศษ ทั้งรูปร่าง รสชาติ และกลิ่น เนื้อ ทุเรียนให้สารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและให้พลังงานความร้อน ทเรียนก้านยาวเพียง 1 พู ให้พลังงาน ความร้อนถึง516 แคลอรี แม้แต่เนื้อทุเรียนแค่ 1 ขีดก็ให้พลังงานถึง 124 แคลอรี ซึ่งปกติร่างกายควรได้รับพลังงาน ประมาณ 2,000 แคลอรีต่อวัน คนที่เป็นโตคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และหญิงมีครรภ์ใกล้คลอด ไม่ควร รับประทานมากจนเกินไป


 

มะม่วงดิบ

                      มะม่วงดิบ มีรสเปรี้ยวจึงนำไปประกอบอาหารประเภทยำต่างๆ เช่นยำมะม่วง ยำปลาดุกฟู ถ้าไม่อยากให้สูญเสียวิตามินซีและบี ต้องรีบรับประทานทันทีที่ปรุงเสร็จ ผลมะม่วงดิบช่วยบำรุงกาะเพาะอาหาร และเมล็ดยังใช้แก้บิดและท้องเสียได้ เพืยงนำเมล็ดมาหั่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง แล้วปั้นให้เป็นลูกกลอน นำไปตากแดดอีกครั้ง รับประทานครั้งละ 5-7 เมล็ด ทุก 4 ชั่วโมง จนกว่าอาการจะบรรเทา เศษผลมะม่วงดิบแก้ส้นเท้าแตกได้ โดยนำมาคั้นน้ำทาที่ส้นเท้าก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน แล้วสวมถุงเท้าทับอีกชั้นหนึ่ง ใบอ่อนใช้รักษาลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืดท้องเฟ้อหรือนำมาพอกรักษาแผลสด


 

มะละกอ

                      มะละกอ ให้คุณค่าทางอาหารสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน วิตามินเอและซี มีสารเพกทินที่ช่วยแก้ท้องเสีย และท้องผูก หากมีอาการท้องเสีย สารนี้จะช่วยให้อุจจาระแข็งตัว หากท้องผูก สารเพกทินจะดูดน้ำในลำไส้แล้วพองตัว กระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวออกมาได้ง่าย ไม่ควรรับประทานมะละกอสุกปริมาณมากเกินไปติดต่อเป็นเวลานาน เพราะ สาร แคโรทีนนอยด์ที่มีสีเหลืองในมะละกอสุก จะทำให้ผิวมีสีเหลืองเมื่อสะสมในร่างกายมากเข้า เรียกโรคนี้ว่า โรค แคโรทีนีเมีย ส่วนผลดิบทีหลายคนนำมาทำส้มตำรสแซบ มีสรรพคุณช่วยขับลม ขับพยาธิ และแก้ปัสสาวะขัดได้ ยาง มะละกอใช้หมักเนื้อได้เช่นเดียวกับน้ำสับปะรด แต่ทำให้เนื้อนุ่มกว่าสับปะรดถึง 20 เท่า ปริมาณที่เหมาะสมคือยาง 12 หยด ต่อเนื้อ 1 กิโลกรัม ใช้มะละกอพอกหน้าได้ วิตามินเอในมะละกอสุกจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และเมือก ใน มะละกอ จะช่วยลดการสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวหน้านุ่มขึ้น


 

ลิ้นจี่

               ลิ้นจี่ อุดมด้วยวิตามินและน้ำตาลรสชาติออกเปรี้ยวหวาน นับว่าลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนหากรับประทาน มาก จะทำให้ร่างกายร้อน จึงเหมาะที่จะรับประทานเมื่ออากาศเย็น การรับประทานลิ้นจี่มีสรรพคุณเป็นยาบำรุง และยังแก้ท้อง เดินได้ เมล็ดของลิ้นจี่มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน ช่วยระงับ ความเจ็บปวดในกระเพาะอาหาร วิธีใช้คือ บดให้เป็นผงประมาณ 4-5 กรัม แล้วชงดื่ม น้ำลิ้นจี่ดื่มแก้กระหาย ช่วยย่อย บำรุงม้าม และบำรุงประสาท


 

ส้มเขียวหวาน

                    ส้มเขียวหวาน ผลไม้ฉ่ำน้ำที่กินแทนดื่มน้ำได้สบายมีวิตามินเอสูงมาก ทั้งยังอุดมด้วยวิตามินซี ช่วยป้องกัน โรคเลือดออกตามไรฟันและช่วยสร้างคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็วขั้น เนื้อส้มนำมาบด พอกหน้า จะช่วยกระตุ้นผิวหน้าให้สดชื่น ส่วนน้ำส้มคั้นดื่มบำรุงร่างกาย แก้ไอและขับเสมหะ เปลือก ผลส้มมีน้ำมันหอม ระเหย นำมาปรุงเป็นยาหอมแก้ลมวิงเวียนและหน้ามืด หรือแม้แต่จะนำมาปลูกผมสำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วงก็ยังได้ เพียงบีบน้ำจากเปลือกลงบนบริเวณที่เป็นเพียง 15 วัน ปัญหาผมร่วงก็จะหมดไปแถมยังไม่มีกลิ่นศีรษะ และเหงื่อตาม มากวนใจอีกด้วย


 

ส้มโอ

                    ส้มโอ ผลไม้ลูกใหญ่สีเขียวเปลือกผลสีขาว เชื่อมเป็นของหวานรับประทานเล่นได้ มีเนื้อผลเป็นกลีบ รสหวานอมเปรี้ยว ในผลมีน้ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อุดมด้วยวิตามินซี ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทั้งยังมีสาร โมโน เทอร์ปีนช่วยสกัดกั้น สารก่อมะเร็ง รับประทานส้มโอช่วยขับลมในกระเพาะ แก้เมาสุราและช่วยให้เจริญอาหาร หรือทำ เป็นยาแก้ไอมีเสมหะ ก็ได้โดยนำเนื้อผลมาแกะเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เหล้าแช่ไว้ 1 คืน ต้มผสมน้ำผึ้ง จิบเป็น ประจำ เปลือกผลใช้แก้ จุกเสียด และแน่นหน้าอก หรือต้มอาบรักษาโรคผิวหนังอันเกิดจากมลพิษ เมล็ดใช้แก้ไส้เลื่อน และปวดท้อง